
ไข้หวัดโลกาภิวัตน์
กระแสโลกาภิวัตน์ส่งฤทธิ์เดชอีกครั้งอย่างชัดเจนในเรื่องของไข้หวัดใหญ่เม็กซิโกในเวลาเพียงแค่สัปดาห์เดียวหลังจากมีข่าวการแพร่ระบาด ผลกระทบครั้งนี้แน่นอนว่ากระเทือนไปถึงเศรษฐกิจของชาวบ้านรากหญ้าอีกจนได้ เห็นได้นะครับว่าเหตุเกิดอีกฟากหนึ่งของโลก แต่สามารถพ่นพ
การโยงใยของกระแสโลกาภิวัตน์นี่แหละ ทำให้ต้องย้ำเน้นกับการเร่งสร้างความเข้มแข็งของชุมชนรากหญ้าด้วยวิถียุติธรรมหลากหลายรูปแบบ ประเด็นไข้หวัดจะเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เหตุเกิดข้ามซีกโลก แต่ส่งผลถึงเขียงหมูในตลาดสดประจำหมู่บ้านได้ไม่ยาก
การส่งเสริมความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนมีหลายเรื่องหลายวิธี ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม แต่ถ้ามองในภาพรวมเพื่อให้เป็นโครงสร้างที่เข้มแข็งของชุมชนเรื่องของความเป็นธรรมในสังคมเป็นสิ่งที่ต้องคิดถึงเป็นเรื่องต้นๆ วันนี้ผมจับประเด็นโลกาภิวัตน์เฉพาะเรื่องของความรวดเร็วและผลกระทบ โดยยกตัวอย่างการระบาดของไข้หวัดใหญ่จะเห็นว่าการแพร่ระบาดจะจำกัดเฉพาะคนสู่คนด้วยการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วยเท่านั้นยังป่วนไปทั่วโลกด้วยเวลาไม่กี่วัน ถ้าเป็นโลกาภิวัตน์ด้านความคิดและความรู้ที่ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ อีกครั้ง เช่น การปราศรัยของผู้นำยักษ์ใหญ่ของโลกที่เราสามารถรับฟังกันได้แบบสดๆ ทั่วโลกอาจมีช็อตเด็ดประโยคเดียวพลิกโลกได้ ข่าวการล้มละลายของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของโลกหรือบริษัทผลิตรถยนต์ยี่ห้อดังของโลกที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกับชีวิตเกษตรกรรากหญ้าก็ตาม แต่ความรวดเร็วและเชื่อมโยงของโลกปัจจุบัน ต้องตั้งคำถามว่าชาวบ้านรากหญ้าที่ต้องรับผลกระทบอย่างรวดเร็วมีอะไรคอยช่วยเหลือหรือไม่
โลกทุนนิยมเสรีทางการค้ามีระบบคุ้มกันก็จริงอยู่ แต่เป็นระบบที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา ใครฉลาดและรู้เท่าทันก็จะตั้งหลักได้ก่อน เข้าถึงระบบสร้างความเป็นธรรมให้แก่ตนเองและเครือข่ายได้ก่อนคนอื่นเรียกว่าเป็นระบบของตลาดบน แต่ระบบของตลาดล่างรากหญ้ามีอยู่หรือไม่
ไม่ได้ยกประเด็นให้เกิดช่องว่างทางชนชั้นแบบซ้าย ประเดี๋ยวมีประเด็นซ้ายเก่าซ้ายใหม่ของการเมืองไทยปัจจุบันเข้ามายุ่งเกี่ยวอีก ผมพูดเรื่องของชาวบ้านอย่างเอาสีมาป้ายใส่กันให้เบี่ยงประเด็นอีก เท่าที่ผมสัมผัสเรื่องนี้มาสัก 5-6 ปีมานี่เอง ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับคนอื่น พบเห็นว่าเรายังมีวิธีคิดแบบระบบคุ้มกันของตลาดบน ซึ่งหมายถึงเป็นระบบสำหรับคนที่มีความพร้อมในเมืองใหญ่ที่เชื่อมโยงได้โดยตรงกับทั่วโลก ถ้าจะนำมาใช้กับคนรากหญ้าเห็นว่าไม่ค่อยได้ผลนัก คนรากหญ้ายังเข้าไม่ถึงระบบการสร้างความเป็นธรรมแบบนั้น ผมเห็นว่าจะต้องมีการพัฒนาระบบแบบรากหญ้าสังคมไทยโดยเฉพาะ แต่ต้องเชื่อมโยงกับกระแสโลกาภิวัตน์ให้ได้
ผมพูดหลายครั้งในคอลัมน์นี้ว่า วิถียุติธรรมต้องมีความหลากหลายตามสิ่งแวดล้อมด้านสังคมและวัฒนธรรม ตลอดจนวิถีชีวิตของชาวบ้าน แต่ต้องมีกลไกและมาตรการที่เชื่อมโยงกับระบบสากลได้ เพราะชาวบ้านจะหนีโลกาภิวัตน์ไปไม่ได้จะต้องส่งเสริมให้เขาดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง ด้วยเหตุที่ว่าผลกระทบส่งถึงตัวเขาเร็วมากไม่เช่นนั้นระบบเดียวทั่วประเทศจะดูแลเขาไม่ทั่วถึง
วิถียุติธรรมที่เป็นตัวอย่างวิธีคิดแบบนี้ น่าจะได้นำไปใช้จริงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ชาวบ้านมีระบบการสร้างความเป็นธรรมตามสภาพสังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของเขา แต่ทำไม่ได้หรือทำได้ก็ไม่สมบูรณ์ สร้างความอึดอัดและความกดดันในชีวิตประจำวันมาไม่น้อยกว่า 60 ปี จนกลายเป็นเงื่อนไขหลักสำคัญประการหนึ่งของการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ถึงกับต้องใช้ความรุนแรงลุกลามเป็นปัญหาเรื้อรังซับซ้อน การพัฒนาระบบความเป็นธรรมที่มีรากเหง้าอยู่แล้วในพื้นที่ให้เชื่อมโยงกับระบบกระแสหลักของประเทศ เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการรู้เท่าทันกระแสโลกาภิวัตน์ทางความคิด ที่ผมเห็นว่าส่งผลเร็วกว่าการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่เสียอีก
แค่ไข้หวัดใหญ่ที่ติดกันด้วยสัมผัสเท่านั้นก็ต้องรับมือกันทั้งโลก แต่ไข้ความคิดและอุดมการณ์ที่มนุษย์ทุกคนมีอิสระที่จะคิดและเชื่อต้องรับมือด้วยวิถียุติธรรมตามวิถีชีวิตเป็นหลัก



