
บันทึก'ผู้อพยพ'
บันทึก'ผู้อพยพ' : กระดานความคิด โดยแคน สาริกา
ด้วยเหตุที่น้ำท่วมบ้านย่านหนองแขม ต้องอพยพครอบครัวไปอยู่ที่บ้านเกิด แต่ตัวผมยังต้องมาทำงานที่บางนา จึงเลือกใช้บริการรถตู้สายปราจีนบุรี-กรุงเทพฯ เดินทางไป-กลับเป็นระยะๆ
บนเส้นทางรถตู้สายนี้ ทำให้ผมได้พบเห็น "ข้อเท็จจริง" เกี่ยวกับการผันน้ำเลี่ยงกรุงเทพฯ ซึ่งได้ยินคำอธิบายจากอธิบดีกรมชลประทาน หรือโฆษก ศปภ. อยู่บ่อยๆ ในช่วงที่มวลน้ำเคลื่อนตัวเข้าใกล้กรุงเทพมหานคร
เมื่อรถตู้แล่นผ่านบ้านสร้าง อำเภอสุดท้ายของปราจีนบุรี เขตติดต่อกับ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ก็เห็นร่องรอยความเสียหายจากอุทกภัยเมื่อต้นเดือนตุลาคม และยังมีน้ำขังตามท้องทุ่งกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่
บริเวณ อ.บ้านสร้างนั้นเป็นพื้นที่รองรับการระบายน้ำจากแม่น้ำปราจีนบุรี แม่น้ำนครนายก และแม่น้ำสองสายได้ไหลรวมกันเป็นแม่น้ำบางปะกง
ดังที่ทราบกัน แม่น้ำบางปะกงถูกเลือกให้เป็นลำน้ำสายหลักที่จะต้องรับการระบายมวลน้ำก้อนใหญ่จากทางตอนเหนือของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ผ่านคลองระพีพัฒน์ เข้ามาทางคลอง 13-16 จึงทำให้น้ำจำนวนมากไหลออกลงสู่ทะเลไม่ทัน จึงทะลักเข้าท่วมพื้นที่หลายตำบลของ อ.บ้านสร้าง ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง
โดยเฉพาะ "โครงการส่วนพระองค์บางแตน" ต.บางแตน อ.บ้านสร้าง น้ำท่วมสูงเกือบ 2 เมตร ทำให้พืชผลทางการเกษตรในโครงการต้นแบบลอยน้ำสูญหายไปเป็นจำนวนมาก
ผมค้นหาข้อมูลโครงการส่วนพระองค์บางแตน จึงพบว่า ปี 2514 ประกัน กาญจนวัฒน์ และภริยา ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินริมแม่น้ำบางปะกง ต.บางแตน อ.บ้านสร้าง เนื้อที่ 88 ไร่ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ปี 2539 สำนักงานจัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์ได้ซื้อที่ดินข้างเคียงเพิ่มเติมรวมเป็นเนื้อที่ทั้งสิ้น 384 ไร่ และต้นปี 2541 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ชื่อโครงการนี้ว่า "โครงการพัฒนาส่วนพระองค์" ซึ่งประกอบด้วย โครงการข้าวครบวงจร โครงการเกษตรแบบผสมผสานโครงการตลาดเพื่อชุมชน
ประกัน กาญจนวัฒน์ เป็นบุตรชาย ฮวด แซ่โค้ว คหบดีผู้มั่งแห่งปากคลองบางขนาก ต.บางขนาก อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งอยู่คนละฝั่งแม่น้ำกับชาว ต.บางแตน
วันที่ผมนั่งรถตู้ผ่านโครงการส่วนพระองค์บางแตน ยังพบเห็นร่องรอยความเสียหายจากน้ำท่วมเมื่อต้นเดือนตุลาคม
ผมพลิกแฟ้มข่าวเก่าก็เห็นรายงานข่าวชิ้นหนึ่งจากฉะเชิงเทรา ยายอารีย์ เกตุสวัสดิ์ อายุ 60 ปี ชาวบ้านผู้อยู่อาศัยฝั่งตรงข้ามโครงการบางแตน ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำในแม่น้ำบางปะกงเอ่อล้นท่วมบ้านเรือนอยู่อาศัย และนาข้าวจนได้รับความเสียหายกว่า 40 ไร่
ยายอารีย์บอกกับนักข่าวว่า สาเหตุที่ทำให้น้ำท่วมหมู่บ้าน เป็นน้ำที่ถูกระบายออกมาจากทางตอนบนของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ไหลเข้าท่วมในกรุงเทพฯ
“ทำไมถึงหวงนักหวงหนา คนกรุงเทพฯ ปล่อยให้ท่วมเสียบ้างก็ได้ จะปล่อยให้ชาวนาตายกันหมดหรืออย่างไร”
เสียงสะท้อนจากยายอารีย์ คงไม่ใช่เสียงสุดท้ายที่หลุดออกจากปากชาวบ้าน ซึ่งหมู่บ้านของพวกเขาถูกเลือกให้เป็นทางผ่านของน้ำหลาก
นับตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา พื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกงถูกเลือกให้เป็นลำน้ำสายหลักในการระบายน้ำออกสู่ทะเล จากพื้นที่ทางตอนเหนือของลำน้ำเจ้าพระยา และจากเขื่อนป่าสักชลสิทธ์จริง โดยการระบายน้ำจะถูกส่งมาทางระบบของโครงการชลประทาน ผ่านมาทางคลองระพีพัฒน์ คลอง 13 และมาสูบระบายออกลงสู่แม่น้ำบางปะกง ตามสถานีสูบน้ำต่างๆ ที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง
ขณะที่ขีดความสามารถของแม่น้ำบางปะกงในการระบายน้ำออกสู่ทะเล ทำได้ในปริมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงไม่ทันต่อปริมาณน้ำที่ถูกระบายผ่านเข้ามาจำนวนมากในปีนี้
จากการสังเกตการณ์สองฟากฝั่งบางปะกงยามนี้ น้ำเต็มพื้นที่และไหลเอื่อยช้า และจากนี้ไป เราคงต้องคิดอ่านกันใหม่ เพราะองค์ความรู้เดิมเกี่ยวกับการผันน้ำเลี่ยงกรุงเทพฯ มันใช้ไม่ได้แล้ว
ถ้าไม่เป็นผู้อพยพ ก็คงไม่ได้สัมผัสภาพชีวิตของผู้คนในชุมชนที่ถูกกำหนดให้เป็นทางระบายน้ำเลี่ยงพระนคร !



