
คำถามที่รัฐต้องตอบประชาชน
คำถามที่รัฐต้องตอบประชาชน : บทบรรณาธิการ
วิกฤติศรัทธาความไม่เชื่อมั่นในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยิ่งมีแต่เสื่อมทรุดลงตามลำดับจนเกือบใกล้เคียงกับ "เด็กเลี้ยงแกะ" ในนิทานอีสป ซึ่งไม่มีใครเชื่อถือในคำพูดแม้แต่น้อย เมื่อกาลเวลาที่ผ่านมากว่า 2 เดือน ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า นายกรัฐมนตรีไม่เคยแก้ปัญหาได้ตรงจุด แม้กระทั่งการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศไทยยุคหลังน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) มีนายวีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธานกรรมการ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) มี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เป็นประธานกรรมการ
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าประชาชนมีคำถามคาใจถึงเบื้องหลังการตั้งคณะกรรมการทั้ง 2 ชุดนี้ว่า เพื่อสืบสานฝันหวานในเรื่อง "นิว ไทยแลนด์" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยไม่คิดจะถามใจประชาชนดูก่อนว่าเห็นด้วยหรือไม่ หรือไม่ใช่เพราะข้องใจที่รัฐบาลคิดแบบก้าวกระโดดครั้งใหญ่ไปสู่อนาคตที่ยังมืดมน โดยทำเป็นมองข้ามแผนบริหารจัดการกับมวลน้ำก้อนมหาศาลที่คุกคามกรุงเทพมหานครอยู่ในขณะนี้ หากยังเป็นเพราะมีคำถามอยู่ 2-3 คำถาม ที่รัฐบาลจะต้องตอบให้หายข้องใจหากต้องการจะกู้วิกฤติศรัทธากลับคืนมา
คำถามแรกก็คือ ในบรรดารายชื่อคณะกรรมการทั้ง 2 ชุดนี้ ส่วนใหญ่เป็นอดีตข้าราชการระดับสูง นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาและนักการเมืองที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมไปถึงผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง หรือบ้านเลขที่ 111 แต่กลับไม่มีตัวแทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือผู้เชี่ยวชาญภาคเกษตรกรรม ทั้งๆ ที่ผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้ำท่วมก่อนใครและมากกว่าใครก็คือชาวนา สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่เคยสนใจข้อเสนอแนะของนักวิชาการที่ว่า ไทยควรจะหันกลับไปเน้นภาคเกษตรดังเดิม โดยเฉพาะในช่วงที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติอาหารครั้งใหญ่อยู่ในขณะนี้
อีกคำถามหนึ่งก็คือ รัฐบาลมีแผนจะช่วยเยียวยาภาคเกษตรกรรมเช่นใด จากรายชื่อของคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด ตอกย้ำว่า รัฐบาลให้น้ำหนักไปที่การดูแลนิคมอุตสาหกรรมและนักลงทุนต่างชาติมากกว่าประชาชนรากหญ้า และลูกจ้างแรงงาน ที่ยังไม่รู้แม้แต่อนาคตของตัวเอง นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิชุมชน ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เตือนว่า รัฐบาลไม่ควรจะคิดกู้นิคมอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ควรต้องกู้ชีวิตประชาชนและชุมชนรอบๆ นิคมด้วย รวมทั้งต้องมีกระบวนการเยียวยาฟื้นฟูในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ ไม่ใช่คิดแค่แจกเงินแล้วจบไป เหนืออื่นใดก็คือ ต้องให้ประชาชนมีสิทธิที่จะรับรู้และมีส่วนร่วมคิดร่วมทำร่วมกู้วิกฤติครั้งนี้ด้วย



