คอลัมนิสต์

น้ำใจจากจีน-ความโปร่งใสของรบ.

น้ำใจจากจีน-ความโปร่งใสของรบ.

10 พ.ย. 2554

น้ำใจจากจีน-ความโปร่งใสของรัฐบาล: ขยายปมร้อน โดยศรายุทธ สายคำมี [email protected]

            ถึงน้ำจะยังไม่ลงไปทะเลแต่ยังคงนองอยู่ในทุ่งรอวันกระหน่ำคนเมืองหลวงอยู่ แต่คนไทยทั้งประเทศก็คงจะรับรู้แล้วว่า น้ำใจนั้นบ่าท้นจนล้นใจผู้ประสบภัย ถึงแม้ว่าหลายพื้นที่ความช่วยเหลือจะยังไปไม่ถึงก็ตาม
   
          จีนก็เป็นประเทศหนึ่งที่ต้องเรียกว่า เป็นมหามิตรของประเทศไทย
   
          นับแต่เกิดมหาอุทกภัยตั้งแต่เริ่มต้น จีน โดยผ่านเอกอัคราชทูตจีนประจำประเทศไทย ก็ประสานให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมืออุปกรณ์ และเงินสด
   
          โดยครั้งแรก นายหลิว หนิง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงชลประทานของจีน ก็มาแนะนำถ่ายทอดประสบการณ์จากวิกฤติการณ์น้ำท่วมในจีน
   
          รัฐมนตรีของจีนบอกว่า มีภาษาจีนอยู่ 6 ตัว ซึ่งเป็นปรัชญาของคนจีนในการอยู่กับน้ำ คือ ซ่างซวี่ จงซู เซี่ยผาย ซึ่งก็คือ การกักเก็บช่วงบน-ขุดลอกช่วงกลาง-ระบายช่วงล่าง
   
          ความจริงสิ่งที่รัฐมนตรีจีนว่ามานั้น ก็ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไร ใครที่พอจะอ่านออกเขียนได้ ฟังแล้วก็น่าจะเข้าใจได้ดีว่า กักเก็บช่วงบนนั้น หมายถึงอะไร ขุดลอกช่วงกลาง หมายถึงอะไร ส่วนระบายช่วงล่างนั้นยิ่งไม่ต้องแปลความ
   
          คนไทยทั้งประเทศต่างก็รู้ดีว่า ธรรมชาติของน้ำนั้นไหลลงสู่ที่ต่ำ ก็คือ "ช่วงล่าง" หากอยากจะระบายน้ำลงเร็ว ก็ต้องอำนวยความสะดวก ทำทางระบายให้น้ำ ไม่ใช่ไปตั้งกำแพงกั้น
   
          ข้อแนะนำของรัฐมนตรีจีนนั้นมอบให้ตั้งแต่ก่อนที่น้ำจะผ่าน จ.ปทุมธานี แต่จนถึงวันนี้ บ้านเรายังวนอยู่กับการวางถุงทรายยักษ์ หรือที่เรียกว่า "บิ๊กแบ็ก" กันนั่นแหละ
   
          แถมเมื่อวันอังคาร นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ยังไปเซ็นตั้งทีมฝรั่งเป็นที่ปรึกษาในด้านการจัดการน้ำ ทั้งที่แถ่กลับไปทบทวนปรัชญาของรัฐมนตรีจีนที่เขาอุตส่าห์มาถ่ายทอดให้ แล้วไปสั่งการคนทำงานให้ถูกตัวก็น่าจะบรรเทาความเสียหายให้แก่ กทม.ได้บ้าง
   
          แต่ก็เลือกที่จะไปจ้างฝรั่งให้เสียเงินเสียทองเสียงบประมาณโดยที่เมื่อนักข่าวพยายามถามเหตุถามผล ก็เลี่ยงที่จะชี้แจง
   
          ความช่วยเหลือจากจีนนั้นไม่ใช่แค่เพียงถ่ายทอดประสบการณ์หากแต่ยังได้มอบเงินสด 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็น เรือ เครื่องกรองน้ำ มาให้ในก่อนหน้านี้
   
          แล้วที่สำคัญมีข่าวว่าในช่วงนั้นจีนก็แสดงความจำนงที่จะมอบเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ให้แก่ประเทศไทยอีกด้วย
   
          เรื่องนี้มีการแอบกระซิบยืนยันจากกองทัพอากาศที่ในจังหวะนั้น ดอนเมืองยังตั้งกำแพงยันกับน้ำไหว แต่ก็ย่ำแย่เต็มที เพราะยังขาดเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ พอมีข่าวว่า จีนจะมอบเครื่องสูบน้ำมาช่วยลูกทัพฟ้า ที่ต้องมาเจอกับมหาอุทกภัย ก็พากันดีใจกันยกใหญ่
   
          แต่ก็ได้แค่ดีใจ เพราะรัฐบาลไทยได้ปฏิเสธความช่วยเหลือตรงนั้น
   
          เพิ่งมาถึงบางอ้อ ก็วันที่ 18 ต.ค. สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า ยิ่งลักษณ์ ได้สั่งให้ไปประสานงานกับประเทศจีน เพื่อขอซื้อเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ โดยใช้งบประมาณจากกระทรวงมหาดไทย ซื้อมาแล้วจะไปไว้ที่ไหน ศปภ.จะเป็นผู้พิจารณา
   
          ฟรีไม่เอาว่างั้นเถอะ !
   
          ก็ไม่เป็นไร รัฐบาลอาจจะพยายามแสดงให้โลกเห็นว่า น้ำท่วมแค่นี้จิ๊บจ๊อย ..เอาอยู่คร้า...ก็ว่ากันไป
   
          แต่คนกองทัพอากาศนี่สิพากันค้อนปะหลับปะเหลือก เพราะรู้กันอยู่ว่า ลงได้สั่งซื้อแล้วก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าเครื่องสูบน้ำจะมาถึง ดอนเมืองก็ไม่รู้เห็นไงแล้ว
   
          ในที่สุดดอนเมืองก็เสียเซลฟ์ วันนี้คงไม่กล้าไปยืดอกบอกใครเขาได้ว่าที่นี่มัน "ที่ดอน" ไม่ใช่ที่ลุ่มรับน้ำ
   
          ศปภ.ที่ไปตั้งศูนย์บัญชาการอยู่ที่นั่น จากที่ก่อนหน้านั้นคุยโตว่า ชัยภูมิสุดยอด ก็พากันอพยพหนีน้ำกันจ้าละหวั่น...แน่นอนคนที่คิดใช้ดอนเมืองตั้งศูนย์บัญชาการ ก็ฉากหลบแว๊บ เพื่อจะได้ไม่ต้องไปตอบคำถาม เพราะนี่หากเป็นการทำศึกสงคราม การเลือกชัยภูมิเช่นนี้ แล้วถูกตีแตกพ่ายยับ โทษไม่ได้มีแค่ เอาปี๊บคลุมหัวเป็นแน่
   
          ก็เอาเถอะ! เพราะจะว่าไปมันก็เป็นแค่อีกครั้งที่แสดงให้เห็นถึงความไม่ประสีประสาของรัฐบาลนี้เท่านั้น
   
          แต่ถึงกระนั้น ความช่วยเหลือของจีนก็ไม่ได้ลดลง หรือคิดอะไรให้มันมากความ ยังคงติดต่อประสานส่งมอบเครื่องสูบน้ำให้ประเทศไทย
   
          ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 พ.ย. นายกว่าน มู่ เอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย บอกว่า ได้ส่งมอบเครื่องสูบน้ำให้ไทย 500 เครื่อง เรือยนต์ ยาฆ่าเชื้อ
   
          ประเด็นที่ทูตจีนเอาเครื่องสูบน้ำมาให้นั้นไม่เท่าไหร่ เพราะถือเป็นน้ำใจกันอยู่แล้ว แต่ทูตจีน บอกว่า เครื่องสูบน้ำที่ ยิ่งลักษณ์ สั่งให้ซื้อนี่สิมันน่าคิด เพราะทูตจีนบอกว่า ไม่ได้ผ่านรัฐบาลจีน แต่ไปซื้อผ่านเอกชนจีน
   
          ก็คงจะใช้วิธีพิเศษ เพราะเป็นสถานการณ์เร่งด่วน เหมือนๆ กับ ซื้อสุขากระดาษ ซื้อถุงยังชีพ ตามที่เป็นข่าวในก่อนหน้านี้ ที่ได้ราคาสูงเป็นพิเศษ
   
          ดูเหมือนว่า ในสถานการณ์วิกฤติอย่างนี้ ก็ยังคงมีการ "แบ่งๆ กันไป" อย่างสม่ำเสมอ
   
          ทูตจีน ยังบอกด้วยว่า เครื่องสูบน้ำที่รัฐบาลสั่งซื้อจากเอกชน ก็คงจะแพงด้วยเหมือนกัน เพราะเป็นการซื้อในสถานการณ์วิกฤติ
   
          น่าสงสารคนไทยจริงๆ ได้รัฐบาลฝึกหัดบริหารประเทศ แล้วยังมีเรื่องเทาๆ ดำๆ ไม่โปร่งใสเข้ามาซ้ำอีก