
น้ำยังไม่ลดอย่าปัดความรับผิดชอบ
น้ำยังไม่ลดอย่าปัดความรับผิดชอบ : กระดานความคิด โดย พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์
เมื่อเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติต่อประชาชนอยู่ 2 กรณี กรณีแรก การทำนโยบายที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ ให้กลายเป็นความจริงให้ได้ซึ่งนอกจากจะเป็นเรื่องของจรรยาบรรณทางการเมืองแล้ว ยังจะต้องคำนึงถึงว่า ในจำนวนประชากรที่เลือกพรรคเพื่อไทย 15 ล้านคนนั้น มีมากกว่าครึ่งที่เลือกเพราะนโยบายพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่เพราะรัก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือเป็นคนเสื้อแดง แต่ปัจจุบันนี้นโยบายขายฝันดังกล่าวมีแนวโน้มว่า “จะทำไม่ได้”
กรณีที่สอง เป็นสัญญาประชาคม ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้ไว้กับประชาชน 3 เรื่อง ซึ่งไม่รู้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คู่แฝด น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะรู้หรือไม่ ได้แก่ 1.แก้ไข ไม่แก้แค้น 2.สร้างสุข สลายทุกข์ 3.จะไม่ทำเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ปัจจุบันนี้เกือบ 3 เดือนแล้วที่พรรคเพื่อไทยนำอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ไปใช้ในการบริหารประเทศ โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้ใช้อำนาจนั้น จะเห็นได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่สามารถที่จะทำตามที่เคยพูดไว้ได้เลย ทั้งนโยบายและสัญญาประชาคม เช่น “การแก้ไข ไม่แก้แค้น” แต่ข้าราชการถูกโยกย้ายยับเยินจากตัวใหญ่ไปสู่ตัวเล็กมากขึ้นเรื่อยๆ ประเด็นนี้จึงทำให้ข้าราชการส่วนใหญ่เกิดการชะลองานขึ้นในภาวะน้ำท่วม เพราะไม่รู้ว่าจะถูกย้ายไปไหน ระบบงานในส่วนราชการจึงเกิดความสับสนไปหมด เรื่อง “สร้างสุข สลายทุกข์” ก็เห็นได้ชัดเจนว่า ประชาชนค่อนประเทศเดือดร้อน เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน หลายแสนคนถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารในระดับประเทศแบบลองผิดลองถูก ซึ่งเคยใช้ได้ผลในการบริหารภาคเอกชนจนทำให้เกิดความผิดพลาดซ้ำซากในการแก้ปัญหาน้ำท่วม จากอุทกภัยธรรมดา ได้พัฒนาไปสู่มหาอุทกภัยในที่สุด การออกมาแก้ตัวว่า อำมาตย์ หรือพรรคประชาธิปัตย์กักน้ำในเขื่อนไว้แล้วแอบปล่อยน้ำออกมาเพื่อล้มรัฐบาล คนส่วนใหญ่คงไม่มีใครเชื่อหรอกครับ คนปล่อยข่าวคงลืมไปว่าการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนอยู่ภายใต้ “คณะกรรมการบริหารน้ำแห่งชาติ” ซึ่งแบ่งย่อยออกมาเป็น อนุกรรมการ ควบคุมดูแลแต่ละเขื่อนอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นหลักฐานจากการปฏิบัติงาน บันทึกการประชุม การสั่งการและข้อมูลระดับน้ำในเขื่อน ฯลฯ มีอยู่มากมาย ลงไปถึงตัวบุคคลที่เป็นกรรมการ อนุกรรมการในขณะนั้นอีกด้วย แต่ถ้าจะนำเหตุการณ์เปิดจากสื่อต่างๆ มาตรวจสอบดู ก็จะรู้ว่า รัฐมนตรีหรือคนที่ออกมาโจมตีเรื่องการปล่อยน้ำดังกล่าวนี้ทำอะไรอยู่บ้าง ในขณะที่เกิดพายุพัดเข้ามาในประเทศไทยแต่ละลูก ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลเคยให้ความสนใจหรือให้ความสำคัญกับเรื่อง “น้ำและเขื่อน” บ้างหรือเปล่า ข้อเท็จจริงเหล่านี้แม้แต่ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยเองก็รู้อยู่เต็มหัวอกหัวใจครับ เพียงแต่ว่า “น้ำท่วมปาก” พูดไม่ได้เท่านั้น
การพยายามหา “แพะมารับบาป” ก็เริ่มปรากฏขึ้นเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะมาจากกลุ่มคนเสื้อแดง กลุ่มบ้านเลขที่ 111 หรือรัฐมนตรีในพรรคร่วมรัฐบาลเอง แต่ยิ่งแก้ตัวเท่าไหร่ก็ยิ่งรัดตัวเองแน่นเข้าไปอีก
ส่วน สัญญาประชาคมข้อสุดท้าย คือ “การไม่ทำเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนี่ง” นั้นก็ชัดเจนว่า ในกลุ่มคนไทยด้วยกันแล้วคนใส่เสื้อแดงต้องมาก่อน พิสูจน์ได้จากกรณีน้ำท่วมครั้งนี้เช่นกัน
จากความผิดพลาดมากมายมหาศาลแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาเลยในประเทศไทย ไม่ว่าจะมาจากการบริหารงานของรัฐบาลชุดไหนๆ ก็ตาม จึงทำให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ และรัฐมนตรีชุดนี้ยากที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบครั้งนี้ได้ ถ้าเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยจริงๆ เหมือนที่มวลชนของพรรคเพื่อไทยชอบอ้างถึงนั้น นายกรัฐมนตรีต้องลาออกประการเดียวครับ ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ก็เสนอมาเพื่อให้นำไปคิดกันเอาเอง แทนที่จะไปคิดเรื่องพิมพ์เขียวการฟื้นฟูประเทศหลังน้ำลด (New Thailand) ซึ่งผมไม่รู้ว่าไปเอาข้อมูลอะไรมาคิดเป็นเรื่องราวเพ้อฝันออกมาได้ขนาดนี้ เพราะในปัจจุบัน มวลน้ำจำนวนมหึมายังล้อมจ่อถล่มกรุงเทพฯ อยู่ นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ถูกน้ำท่วมเพิ่งเริ่มจะทรงตัวหรือจะเอาแผนเพ้อฝันนี้ ขึ้นมาปลอบประโลมใจ ขายฝันในอากาศให้แก่ประชาชนอีกครั้งหนึ่ง เหมือนที่ทำมาแล้วในเรื่องนโยบายและสัญญาประชาคม
คำขวัญของลูกเสือไทย “เสียชีพอย่าเสียสัตย์” ครับ แต่คำขวัญของเนตรนารีไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งก็ไม่น่าจะแตกต่างกันมากนะครับ



