คอลัมนิสต์

เหตุผลอะไรต้องสั่งนำเข้าน้ำดื่มจาก“มาเลเซีย”

เหตุผลอะไรต้องสั่งนำเข้าน้ำดื่มจาก“มาเลเซีย”

03 พ.ย. 2554

เหตุผลอะไรต้องสั่งนำเข้าน้ำดื่มจาก“มาเลเซีย” : กระดานความคิด โดย เสต็ปเทพ http://www.oknation.net/blog/sheva

          เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน มีข่าวว่าน้ำดื่มที่รัฐบาลนำเข้ามาจากประเทศมาเลเซีย ได้ส่งไปถึงประเทศไทยแล้ว และมีวางจำหน่ายแล้วตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป

          ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมของประเทศไทยในขณะนี้ ผมเข้าใจดีว่าสินค้าอุปโภคและบริโภคกำลังขาดตลาด เหตุมีการกักตุนที่เกินปริมาณอย่างเกินตัว

          แต่สถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้ จากการรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ว่ามีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจำนวน 23 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี อุบลราชธานี ขอนแก่น ศรีสะเกษ สุรินทร์ ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี และเชียงใหม่

          ประเทศไทยมีทั้งหมด 77 จังหวัด ฉะนั้นยังมีจังหวัดที่ไม่ได้เกิดปัญหาอุทกภัย ซึ่งสาระที่ผมจะกล่าวถึง คือ จังหวัดต่างๆ เหล่านี้ยังคงมีศักยภาพในการผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภค โดยเฉพาะการผลิตน้ำดื่ม ซึ่งผมอยากจะขอกล่าวถึงว่า เพราะเหตุใดรัฐบาลถึงเมินเฉยต่อผู้ประกอบการน้ำดื่มในจังหวัดที่ไม่ได้รับผลกระทบจากมหาอุทกภัยในครั้งนี้

          รัฐบาลมีความต้องการจะสั่งนำเข้าน้ำดื่มจากต่างประเทศ โดยไม่สนใจที่จะแสดงการประสานงานติดต่อไปยังผู้ประกอบการที่อยู่ในจังหวัดในพื้นที่ไม่เกิดอุทกภัย มีข้อมูลระบุโดย นายวิฑูรย์ กมลนฤเมธ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการน้ำดื่มในประเทศไทยมีจำนวน 1 หมื่นกว่าราย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่มีโรงงานผลิตอยู่ในพื้นที่ประสบภัยประมาณ 3,000 กว่าราย และยังมีผู้ประกอบการน้ำดื่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมประมาณ 7,000 ราย และมีศักยภาพพร้อมในการผลิตน้ำดื่มอยู่

          ส่วนเรื่องการคมนาคมขนส่ง โดยผู้ผลิตน้ำดื่มใน จ.ขอนแก่น จำนวน 20 กว่าราย ระบุว่าสามารถจัดส่งน้ำดื่มบรรจุขวดเข้าไปในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้จำนวนถึง 3 แสนกว่าขวด หรือจำนวน 4.1 หมื่นแพ็ก เพื่อบรรเทาการขาดแคลนน้ำดื่มได้ทันที พร้อมทั้งจะรับผิดชอบค่าขนส่ง และเป็นเจ้าภาพรับซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดจากผู้ประกอบการรายอื่นๆ ไม่อั้น และคาดว่าจะดำเนินการได้ภายใน 1 สัปดาห์นี้ โดยใช้รถบรรทุกสิบล้อประมาณ 30 คัน สำหรับขนส่งจาก จ.ขอนแก่น ไปยังกรุงเทพฯ

          ส่วนเรื่องราคาระบุว่า สภาวะวิกฤติราคาจะอยู่ที่ขนาด 1,500 ซีซี ราคาแพ็กละ 50 บาท ขนาด 750 ซีซี ราคาแพ็กละ 60 บาท ขนาด 600 ซีซี ราคาแพ็กละ 45 บาท แบบบรรจุขวดขาวขุ่น ขนาด 800 ซีซี ราคาแพ็กละ 37 บาท

          ค่อนข้างชัดเจนในส่วนรายละเอียด ถึงความเหมาะสมในการอุดหนุนน้ำดื่มจากผู้ประกอบการในไทย มากกว่าที่จะมุ่งเน้นแต่การนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก

          ทั้งนี้ มีข้อมูลยังระบุอีกว่า ผู้ประกอบการน้ำดื่มรายใหญ่ในประเทศไทย มี 2 จังหวัด คือ

          1.จังหวัดนครราชสีมา มีผู้ผลิตน้ำดื่ม 300 กว่าราย

          2.จังหวัดเชียงใหม่ มีผู้ผลิตน้ำดื่ม 400 กว่าราย

          ผมว่าเราไม่มีความจำเป็นนำเข้าสินค้าที่ผู้ประกอบการของไทย ยังสามารถผลิตได้ เราน่าที่จะละเอียดต่อการสั่งนำเข้าสินค้ากับสินค้าที่มีความจำเป็นจริงๆ ที่ต้องนำเข้า ไม่ใช่เลือกนำเข้าเพราะ “ผลประโยชน์” ของกลุ่มผู้ได้ผลประโยชน์ โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสม เหตุผลที่ผมอธิบายมา น่าที่เป็นการยืนยันความล้มเหลวของรัฐบาลในการบริหารจัดการอีกครั้งก็ว่าได้ ทำไมถึงยืนกรานนำเข้าทั้งๆ ที่มันไม่ได้มีความจำเป็นอย่างนั้น ทางผู้ประกอบการในจังหวัดที่ไม่ได้รับผลกระทบก็ยืนยันว่ามีศักยภาพในการผลิต

          แล้วเพราะเหตุใดทางรัฐบาลถึงไม่สนใจและรับฟัง?

          คำถามข้อนี้ ขอฝากไปยังรัฐบาล โดยผู้รับผิดชอบในการนำเข้าสินค้าโดยตรง กระทรวงพาณิชย์ กรุณาชี้แจงให้กระจ่าง เพราะเหตุใดต้องนำเข้าน้ำดื่มจากต่างประเทศ ?

          ท้ายสุด ผมไม่แน่ใจว่า น้ำดื่มที่สั่งนำเข้าจากมาเลเซียนี้ จำหน่ายด้วยราคาเท่าไร และจำกัดปริมาณต่อครอบครัวอย่างไรบ้าง ?

          ได้แต่หวังว่า ไม่ใช่อ้างนำเข้าและจำหน่ายในราคาที่สูง สุดท้ายก็กลายเป็นประชาชนที่เดือดร้อนอีกตามเคย!