
อย่าวางใจกฎหมายเผด็จการ
อย่าวางใจกฎหมายเผด็จการ: บทบรรณาธิการ
คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา รับทราบความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ให้กระทรวงวัฒนธรรมในฐานะเจ้าของเรื่องไปทบทวนร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 เนื่องจากมีเนื้อหาบางประการที่ขัดแย้งต่อบทบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กฎหมายฉบับนี้เสนอเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ในขณะที่คนไทยจำนวนไม่น้อยกำลังทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส สับสนอลหม่านไปกับปัญหาน้ำท่วม จนแทบจะไม่มีข่าวอื่นปรากฏในสื่อเลย นอกจากนั้นยังเป็นการเสนอกฎหมายที่ประหลาดมาก เนื่องจากไม่ปรากฏความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยปกติวิสัยของการเสนอแก้ไขกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้อง และจะมีบทบาทอย่างสำคัญคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ใช้อำนาจโดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ของกระทรวงวัฒนธรรมนี้ โดยเนื้อหาสาระต้องนับว่า เลวร้ายไม่แตกต่างจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสื่อในยุคเผด็จการ โดยเฉพาะ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2484 ยกเลิกไปด้วยผลของการตราใช้บังคับ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 กฎหมายฉบับนี้ได้ถ่ายโอนอำนาจเจ้าพนักงานการพิมพ์ตาม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ มาเป็นอำนาจของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) โดยให้อำนาจ ผบ.ตร. มีอำนาจครอบจักรวาล ซึ่งล้วนเป็นการแทรกแซงและลิดรอนสิทธิ เสรีภาพสื่อทั้งสิ้น โดยเฉพาะการย้อนยุคไปในห้วงอำนาจเผด็จการ ที่จะต้องมีใบอนุญาตการพิมพ์ การเซ็นเซอร์ก่อนการตีพิมพ์ และที่เลวร้ายไปกว่า พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2484 ก็คือ ต้องมีการต่อใบอนุญาต หรือหนังสือสำคัญแสดงการจดแจ้งการพิมพ์ทุก 5 ปี
สาระสำคัญของร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ ให้อำนาจ ผบ.ตร.ออกคำสั่ง ห้ามพิมพ์ เผยแพร่ ส่งเข้าหรือนำเข้าเพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักร ซึ่งสิ่งพิมพ์หรือหนังสือพิมพ์ที่กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี นั่นแปลว่า ผบ.ตร.จะต้องเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์ก่อนตีพิมพ์ก่อน จึงจะวินิจฉัยได้ว่าสมควรใช้อำนาจออกคำสั่งห้ามเผยแพร่ หรือปิดหนังสือพิมพ์หรือไม่ เรื่องสถาบันนั้นมีอยู่แล้วในกฎหมายเดิม และยังมีบทบัญญัติชัดเจนในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ประเด็นคงอยู่ที่ความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี เป็นเรื่องที่ตีความได้กว้างมาก ประเด็นเหล่านี้เคยเป็นเรื่องที่รัฐบาลยุคเผด็จการใช้เป็นเครื่องมือปิดหนังสือพิมพ์ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล โดยอ้างความมั่นคงแห่งรัฐ ทั้งที่หลายกรณีเป็นความมั่นคงของรัฐบาลเอง
กระทรวงวัฒนธรรมไม่เพียงทบทวนกฎหมายที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ในประเด็นว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนและประชาชน อีกทั้งไม่มีเหตุเร่งด่วนที่จะตรากฎหมายเท่านั้น หากแต่ต้องยุติแนวความคิดในการเสนอกฎหมายเผด็จการมา “กำกับควบคุม” สื่ออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดด้วย ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะเป็นเครื่องมือให้พรรคการเมืองแกนนำรัฐบาล ใช้อำนาจผ่านพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล เพื่อจุดประสงค์ในการบริหารจัดการสื่อให้อยู่ภายใต้การครอบงำของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร



