ความรุนแรงในโลกของตำรวจ
ความรุนแรงในโลกของตำรวจ : กระดานความคิด โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
นักวิชาการอาวุโสผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่งระบุว่า ในบรรดาความไร้ประสิทธิภาพของตำรวจไทยนั้นสิ่งที่มาเป็นอันดับหนึ่งเห็นจะเป็นสมรรถภาพในการสืบสวนสอบสวน โดยให้ความเห็นว่าเมื่อเกิดคดีอาชญากรรมขึ้น ตำรวจมักจะตรวจสอบร่องรอยหลักฐานจากที่เกิดเหตุ แล้วก็ลงความเห็นเลยว่าเป็นอาชญากรรมอะไร และใครเป็นผู้ก่อ จากนั้นก็ออกหมายจับผู้ต้องหา แล้วนำผู้ต้องหามาสอบสวน? เมื่อพนักงานสอบสวนไม่ได้มีหลักฐานอะไรแน่นหนานัก เนื่องจากการสืบสวนยังไม่ได้ทำอย่างรัดกุมรอบคอบ หรือแม้แต่ยังไม่ได้เริ่มต้นเป็นกิจจะลักษณะด้วยซ้ำ เจ้าพนักงานที่ทำหน้าที่ในการสอบสวนเบื้องต้นจึงมีทางเลือกอยู่น้อยอย่างคนที่มีประสบการณ์มากก็ใช้จิตวิทยาเกลี้ยกล่อมหรือล่อหลอกจนผู้ต้องหายอมรับสารภาพ คนที่ไม่มีประสบการณ์ก็ซ้อมหรืออุ้มไปซ้อมให้รับสารภาพ
ความล้มเหลวด้านนี้เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง มีคนเสนอให้ปรับปรุงแก้ไขมานานแล้วซึ่งส่วนใหญ่เน้นหนักที่การปรับปรุงแก้ไขด้านการศึกษาของตำรวจ ซึ่งก็ควรทำ แต่ไม่ควรมองการศึกษาให้แคบเหลือเพียงการเรียนในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ หรือโรงเรียนพลตำรวจและนายสิบเท่านั้น เพราะการเรียนรู้ในการทำงานมีความสำคัญกว่าเพราะเป็นประสบการณ์ตรง การทำงานของตำรวจ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งจบใหม่ ควรเป็นการทำงานลักษณะฝึกไปพร้อมกัน ซึ่งผู้บังคับบัญชาควรทำหน้าที่หรือมีบทบาทเปรียบเสมือนเป็นครูหรือโค้ชที่คอยสอนงานให้ตลอดเวลา แต่ปัญหามีอยู่ว่า โค้ชเองก็เป็นนักซ้อมผู้ต้องหาเหมือนกัน จึงทำให้การซ้อมยิ่งระบาดหนักขึ้นหรือ? นักวิชาการคนเดียวกันนี้ระบุว่าในประเด็นนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรจะต้องยกย่องและให้ความสำคัญแก่ความสามารถในการสืบสวนสอบสวนให้มากขึ้น
ที่สำคัญเหนืออื่นใดก็คือ ควรเลิกหรือบรรเทาระบบอำนาจในกิจการของตำรวจลงเสียบ้าง เพราะเวลานี้อำนาจของตำรวจนั้นไม่มีใครสามารถเข้าไปตรวจสอบได้เลย นอกจากตำรวจด้วยกันเอง โดยเฉพาะอำนาจในการจับกุมคุมขังและทำคดีเพื่อส่งต่อให้อัยการ? อำนาจที่ขาดการตรวจสอบจากคนภายนอกเช่นนี้ ยากที่จะหลีกเลี่ยงการฉ้อฉลอำนาจได้ แม้แต่การที่ตำรวจต้องขอหมายศาลในการจับกุมหรือตรวจค้นเคหสถาน ก็ดูเหมือนไม่ได้ลดอำนาจตำรวจไปมากนัก? ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ผู้บริสุทธิ์จะไม่ถูกลงโทษ และคนร้ายจะถูกลงโทษตามกระบิลเมือง และน่าเป็นจุดเริ่มต้นที่อาชญากรรมจะลดลง
ความเห็นของนักวิชาการที่ดิฉันได้ยกมาข้างต้นพร้อมกับได้เพิ่มเติมเครื่องหมายคำถามไว้หลังข้อความนั้น นั้นอาจจะสอดคล้องกับความคิดเห็นของผู้คนจำนวนไม่น้อยในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มคนที่มองดูปรากฏการณ์อาชญากรรมที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอยู่ในระยะห่างๆ หรือนักวิชาการบางคนอาจจะไม่เคยได้สัมผัสหรือมีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับผู้ก่ออาชญากรรมเลยเสียด้วยซ้ำ แต่สำหรับคนที่อยู่วงในที่มีประสบการณ์ตรงในระยะใกล้ชิดกับปรากฏการณ์การก่อเกิดอาชญากรรมในลักษณะเข้าถึง เข้าใจถึงกลไกระดับรากเหง้าของปัญหาอาชญากรรมโดยเฉพาะกลุ่มอาชญากรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและผู้มีอิทธิพลด้วยแล้วนั้น ดิฉันเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าน่าจะมีความเห็นแย้งกับความคิดของนักวิชาการอาวุโสดังกล่าวข้างต้น มีเพียงความเห็นเดียวที่เห็นพ้องด้วยคือ ตำรวจไทยต้องการการพัฒนาด้านการสืบสวนและขาดการได้รับการส่งเสริมสนับสนุนอย่างจริงจัง
ในประเด็นที่ว่า ตำรวจมีอำนาจที่มากมายในการขอหมายศาลเพื่อจับกุมหรือตรวจค้นเคหสถานนั้นดูเหมือนจะเป็นความเห็นที่แตกต่างอย่างยิ่ง เพราะในความเป็นจริงแล้วนั้นหาเป็นเช่นนั้นไม่ การขอหมายศาลมิได้ทำได้อย่างสะดวกง่ายดาย อีกทั้งการออกกฎหมายที่เพิ่มความยุ่งยากในการขอหมายศาลเพื่อตรวจค้นหรือจับกุมเพียงเพราะการคำนึงถึงสิทธิของบุคคลกลุ่มต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มเยาวชนนั้น บัดนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้นแล้วว่าส่งผลให้ “สังคมไทยมีอาชญากรเด็กและเยาวชนเพิ่มมากขึ้น”การปรับเปลี่ยนวิธีคิดของตำรวจส่วนหนึ่งอันเป็นผลมาจากระบบกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการปฏิบัติงานอันเกิดขึ้นจากข้อเสนอของนักวิชาการที่มีข้อเสนอแนะที่เลื่อนลอยและขาดประสบการณ์จริงในการทำงาน ทำให้ตำรวจที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เลือกที่จะใส่เกียร์ว่างและรักษาตัวให้รอดมากกว่าที่จะเอาตัวไปเสี่ยงต่อการทำงานที่มีขั้นตอนยุ่งยาก แถมซ้ำยังต้องเผชิญต่ออำนาจนอกระบบที่อยู่เบื้องหลังการก่ออาชญากรรมอีกด้วย
หรือว่าในบางครั้งการปราบปรามอาชญากรรมตามยุทธศาสตร์ที่เรียงลำดับ แสงธรรม แสงเทียนและกลิ่นธูปอาจต้องปรับเปลี่ยนลำดับหรือไม่? ดิฉันมิใช่นักวิชาการที่นิยมความรุนแรงหากแต่ประสบการณ์ในพื้นที่วิจัยทำให้ดิฉันตั้งคำถามว่า การใช้ความรุนแรงในการปราบปรามอาชญากรรมอาจจะมีความจำเป็นที่แตกต่างกันไปในแต่ละบริบททางสังคมวัฒนธรรมหรือไม่?



