หลังน้ำลดวิกฤติยิ่งกว่านี้
หลังน้ำลดวิกฤติยิ่งกว่านี้ : ขยายปมร้อน ศรุติ ศรุตา
ถึงแม้ว่าหลายต่อหลายคนพอจะมีความหวังว่า ประเทศไทยน่าจะเข้าสู่ช่วงที่ก้าวพ้นวิกฤติ หลังจากสถานการณ์น้ำทะเลหนุนกำลังจะหมดไปและเปิดทางให้การระบายน้ำออกทะเลได้สะดวกมากขึ้น แต่ในขณะนี้เดียวกัน สถานการณ์ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับดูจะเป็นตรงกันข้าม
เพราะนี่คือช่วงที่แหลมคมที่สุดของรัฐบาล หลังจากวางเดิมพันสูงสุดเอาไว้ในก่อนหน้านี้
เป็นการเดิมพันอันสูงยิ่ง เนื่องเพราะยิ่งลักษณ์เพิ่งจะ "หลุดปาก" ออกมาทางสื่อว่า น้ำเหนือที่มาจ่อคิวลงทะเลนั้นมีจำนวนมากถึง 1-2 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ข้อมูลออกมาจากฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่าย ศปภ.นั้นระบุว่ามีเพียง 1 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น
ถามว่า 2 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรมีมากเพียงใด คงจะตอบยาก แต่ปริมาตรน้ำที่กักเก็บในเขื่อนภูมิพลนั้นสูงสุดกักได้ประมาณ 1.2 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรเศษ เท่านั้น
ก็แค่เกือบ 2 เขื่อนภูมิพล !
ถามว่าแล้วอะไรคือสิ่งที่ยิ่งลักษณ์เดิมพัน ตอบได้เลยก็คือ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ
คงจะจำกันได้ว่า กลุ่มนักธุรกิจญี่ปุ่น นำโดยรองประธานโตโยต้า ที่เข้าพบยิ่งลักษณ์ และยื่นข้อเสนอให้เจาะถนนอย่างน้อย 5 สาย เพื่อเปิดทางน้ำไหลลงสู่ทะเล
แต่สุดท้ายได้รับการปฏิเสธจากรัฐบาล และเลือกที่จะเจาะคลองเก้า-คลองสิบสามแทน
การปฏิเสธก็เท่ากับว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่กับนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเวลโกรว์ บางชัน ลาดกระบัง รวมไปถึงโตโยต้า บ้านโพธิ์ ที่รัฐบาลประกาศไว้แต่แรกว่า พื้นที่ในย่านนี้จะเป็นที่ที่ต้องระบายน้ำออกไป
การตัดสินใจของกลุ่มนักธุรกิจญี่ปุ่นกลุ่มนี้เป็น "ฟางเส้นสุดท้าย" หรือไม่ ย่อมวัดได้จากผลจากการปฏิเสธข้อเสนอของพวกเขาและเลือกทำในสิ่งที่แม้แต่รัฐบาลเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นไปได้หรือไม่นั้นเกิดปาฏิหาริย์ทำให้น้ำไหลลงทะเลโดยมีผลกระทบนิคมอุตสาหกรรมเหล่านั้นน้อยที่สุด
โดยที่รัฐบาลมีความหวังอยู่เพียงแค่ว่าเมื่อน้ำทะเลไม่หนุนสูงแล้ว การระบายน้ำจาก "ท่อกลาง" โดยผ่าน กทม.นั้นจะเป็นไปได้ด้วยดี รวมทั้งพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยายังอยู่ในภาวะน้ำท่วมปาก
เมื่อเป็นดังนี้ ท่าทีระหว่างรัฐบาลกับ กทม.จึงเริ่มเห็น "การร่วมมือ" เพื่อที่จะผันน้ำออกจาก กทม.ให้เร็วที่สุด และมากที่สุด
ทั้งที่ก่อนหน้านี้อยู่ในอาการที่ว่า ถ้า กทม.ไปซ้าย รัฐบาลก็จะไปขวามาตลอด
ทั้งที่ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายต่างก็เตือนด้วยความห่วงใยแล้วว่า อย่าใช้การเมืองเข้าแก้ปัญหาประเทศที่อยู่ในภาวะวิกฤติ แต่ก็หาได้มีใครสนใจฟัง แถมยังลุกลามไปถึงการสาวไส้ในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือแบบเลือกที่รักมักที่ชัง
เครื่องกรองน้ำจากประเทศเกาหลีที่อุตส่าห์ส่งมาช่วยเหลือถึง 150 เครื่อง เมื่อ กิตติรัตน์ ณ ระนอง สั่งให้เรียนรู้วิธีใช้ได้เรียบร้อยแล้ว ก็ทำได้เพียงเจียดไป 8 เครื่อง เพื่อนำไปติดตั้งตามจุดที่ชาวบ้านเดือดร้อน ส่วนที่เหลือ 142 เครื่อง อันตรธานหายไปกับเสื้อมีสี
บ่งบอกถึงความไร้ซึ่งกฎระเบียบ หลักของความจำเป็นเร่งด่วน
ยิ่งเห็นสภาพข้าวของที่ชาวบ้านเขานำมาบริจาคกองพะเนินเทินทึกใน ศปภ.แล้วสุดท้ายถูกน้ำท่วมเสียหาย ยิ่งทำให้เห็นว่า ระบบการบริหารจัดการของ ศปภ. ภายใต้การสั่งการของรัฐบาลล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
นี่คำตอบอันชัดเจนว่า เหตุใดความน่าเชื่อถือของ ศปภ.จะถูกทำลายลงจนไม่เหลือหลอ เพราะแม้แต่ชะตากรรมของศูนย์เองที่ไม่ต้องไปพึ่งพาหมอดูที่ไหน เพียงแค่ประเมินสถานการณ์น้ำ และการบริหารจัดการน้ำก็ยังเอาตัวเองไม่รอด
แต่ดูเหมือนว่ายิ่งลักษณ์ก็ยังไม่เข้าอกเข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้นเท่าใดนัก
แม้กระทั่งเกิดเหตุเผชิญหน้าของชาวบ้านอย่างน้อย 2 จุด ไม่มีตัวแทนจาก ศปภ. หรือจาก ครม.แม้แต่คนเดียวไปเจรจา ทั้งที่เป็นหน้าที่ที่ควรจะทำเพื่อรักษา "แนวสุดท้าย" ของการระบายน้ำเอาไว้ โดยที่ไม่ปรากฏว่า มีคำสิ่งจากนายกรัฐมนตรีให้ใครไปแก้ปัญหาตรงนั้นหรือไม่
นี่คือการบริหารงานของรัฐบาล และ ศปภ.ดำเนินมาตลอด จนทำให้กองทัพซึ่งเคยถูกวางเป็นหน่วยงานหลักในการสร้างด่านชะลอน้ำ แต่กลับปล่อยให้กองทัพเผชิญหน้ากับชาวบ้านที่มีนักการเมืองท้องถิ่นหนุนหลังเพียงลำพัง และนำมาซึ่งการหมดความเชื่อมั่นในรัฐบาลของระดับนำของเหล่าทัพ
ยิ่งในระหว่างนั้นบรรดาเสื้อแดงในพรรคเพื่อไทยก็กระเหี้ยนกระหือรือที่จะแก้กฎหมายสภากลาโหมให้ได้ในวันนี้พรุ่งนี้ โดยที่ไม่สนอกสนใจว่า กองทัพกำลังสู้วิกฤติการณ์น้ำท่วมอยู่อย่างเต็มกำลัง โดยที่ยิ่งลักษณ์เองก็ทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่
ในขณะที่หน่วยงานตำรวจนั้น ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า เมื่อย้าย ผบ.ตร.คนเก่าไปแล้ว ตั้งญาตินายกฯ เป็น ผบ.ตร.จะทำให้ชาวบ้านอุ่นใจในยามวิกฤติ...ทั้งที่คาดการณ์ได้ไม่ยากว่า โจรที่มากับน้ำชุมยิ่งกว่ายามปกติ
ในขณะที่รัฐบาลกำลังวางเดิมพันอันยิ่งใหญ่ แต่กลไกในมือกลับง่อยเปลี้ยเสียขา ที่จะพึ่งหวังได้ก็ไปทำลายความเชื่อมั่นที่เขาควรจะมี เพราะกลไกรอบตัว หรือแม้กระทั่งตัวนายกฯ หลังน้ำลดจึงเป็นช่วงที่รัฐบาลวิกฤติเสียยิ่งกว่าปัจจุบัน



