
สัญญาณบวกจากรัฐบาล
สัญญาณบวกจากรัฐบาล : บทบรรณาธิการ
ดูเหมือนว่า รัฐบาลและศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) จะเริ่มเบาใจว่า วิกฤติการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ กำลังจะคลี่คลาย สังเกตได้จากคำสัมภาษณ์ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ขอให้ประชาชนอดทนอีกเพียงไม่กี่วัน ขณะที่ศปภ.เชื่อมั่นว่า หลังวันที่ 6 พฤศจิกายน อิทธิพลน้ำทะเลหนุนกำลังเข้าสู่ช่วงน้ำลง ซึ่งถ้าหากสถานการณ์เป็นไปตามข้อสันนิษฐานในทางบวกเช่นที่ว่ามานี้ ก็อาจทำให้รัฐบาลรู้สึกผ่อนคลายลงได้บ้าง แต่ในอีกทางหนึ่ง ไม่ว่าเหตุการณ์จะพัฒนาไปในทางเลวลงหรือดีขึ้นก็ตาม จำต้องตั้งคำถามกับรัฐบาลว่า จะส่งสัญญาณให้เกิดการตั้งมั่นบนความประมาทไปเพื่ออะไร
กรณีของบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัย ที่รัฐบาลวิงวอนให้ทุกหน่วยงานนำมารวมกันไว้ที่ศปภ.เพื่อแจกจ่ายได้อย่างทั่วถึง ป้องกันความสับสนอลหม่าน ขัดขวางการปฏิบัติงานช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ แต่สิ่งของเหล่านี้กลับถูกทิ้งขว้างกองเป็นภูเขาเลากาเอาไว้ที่ศปภ.หลังจากที่รัฐบาลได้สั่งอพยพศูนย์ปฏิบัติการหนีน้ำท่วม ภาพที่ปรากฏสะท้อนการทำงานที่ไม่เป็นระบบระเบียบของศปภ.อย่างชนิดที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "น้ำลดตอผุด" โดยที่ก่อนหน้านี้ก็มีข้อครหามาโดยตลอดว่า นักการเมืองในฝ่ายรัฐบาลหาประโยชน์ หาเศษหาเลยเอากับของบริจาคของประชาชน ตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นกันอยู่ชัดๆ เช่นนี้นี่เอง ทำให้มองได้ว่า การประเมินสถานการณ์ของรัฐบาลไม่ใช่มืออาชีพที่อาจตั้งมั่นอยู่ในความไร้ระเบียบและระบบด้วยเช่นกัน
ในช่วงวิกฤติสุด และสถานการณ์ยังล่อแหลม ฝันร้ายของคนทั้งประเทศอาจเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการจมลงใต้น้ำของมหานคร ซึ่งจะต้องรักษาไว้เป็นศูนย์การแก้ปัญหา กอบกู้ เยียวยาในห้วงนับจากนี้ ดังนั้น นอกจากรัฐบาลจะต้องไม่ประมาท เช่น ให้ข่าวปลอบประโลมประชาชน จะเพื่อพยายามรักษาคะแนนเสียงหรือว่า เพียงผ่อนคลายความวิตกกังวลลงก็ตามแล้ว การประเมินสถานการณ์ขั้น "เลวร้ายสูงสุด" เพื่อวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบยังเป็นสิ่งจำเป็น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยรูปแบบแบบตัวใครตัวมันในระดับท้องถิ่น และการบริหารจัดการน้ำในระดับชาติ ที่ไม่อาจก้าวพ้นผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งทำให้ "มีได้ก็ต้องมีเสีย" แน่นอนว่าฝ่ายกุมข้อมูลและอำนาจย่อมอยู่ "ฝ่ายได้" อยู่เสมอ คือแผลบาดลึกของประเทศชาติที่นอกจากบ่มเพาะความบกพร่องทางจริยธรรมของผู้คนแล้ว ยังอาจนำไปสู่เหตุการณ์ "จลาจลน้ำ" ในช่วงท้ายๆ ของวิกฤติที่ทุกคนมุ่งเอาตัวรอดก็เป็นได้ เช่นนี้นี่เอง แม้ว่า จะมีสัญญาณเชิงบวกจากธรรมชาติบ้างแล้วก็ตาม ก็ใช่ว่ารัฐบาลจะพึงผ่อนแรงหรือส่งสัญญาณ "ดีเกินจริง" ออกมา หากแต่พึงต้องเร่งเพิ่มความเข้มข้นในนโยบายต่างๆ เพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า บำบัดเยียวยา และวางแผนในระยะยาว



