
ประตูระบายน้ำการเมือง
ประตูระบายน้ำการเมือง : กระดานความคิด โดย แคน สาริกา
นับตั้งแต่มนุษย์คิดค้นการควบคุมธรรมชาติด้วยการสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำ และสร้างระบบบริหารจัดการน้ำ เพื่อประโยชน์แก่การทำกสิกรรมมาแต่อดีต นับว่าเป็นความก้าวหน้าในภาคการผลิตการเกษตร
สำหรับประเทศกสิกรรมอย่างบ้านเรา "กรมชลประทาน" จึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในภารกิจจัดหาแหล่งน้ำ และทำคูคลองส่งน้ำไปให้ชาวกสิกรทำไร่ทำนา
ยกตัวอย่างลุ่มเจ้าพระยา-ป่าสัก อู่ข้าวอู่น้ำของบ้านเรา ที่มีการสร้างเขื่อนเจ้าพระยา และเขื่อนพระราม 6 ช่วยในการยกระดับน้ำ เพื่อการจัดสรรน้ำไปตามคลองสาขาต่างๆ โดยมี "ประตูระบายน้ำ" (ปตร.) เป็นเครื่องมือในการควบคุมทิศทางน้ำ
มหาอุทกภัย พ.ศ.นี้ คนไทยผู้เสพข่าวแบบ 24 ชั่วโมง อาจจะคุ้นหูคุ้นชื่อประตูระบายน้ำ เช่นประตูระบายน้ำพลเทพ ,ประตูระบายน้ำบางโฉมศรี, ประตูระบายน้ำพระอินทร์ราชา, ประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ ฯลฯ
แต่ปรากฏการณ์น้ำท่วมหลายจังหวัด ไม่ท่วมบางจังหวัด จึงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากบุคคลภายนอกมากมายเกี่ยวกับวิธีการแบ่งน้ำของกรมชลประทาน อาจตัดสินใจระบายน้ำใน 2 มิติคือ "ผลักดันน้ำตามระบบ" กับ "การตัดสินใจของฝ่ายการเมือง"
ว่ากันว่า การประเมินปริมาณน้ำในปีนี้ พบว่าน้ำในแม่น้ำมีตัวเลขไม่ต่างจากปี 2538 ที่มีน้ำท่วมทุ่งราบเจ้าพระยา แต่ทำไมคนไทยจึงเห็นมวลน้ำมากกว่าปีก่อนโน้น
อย่าลืมว่า ปี 2538 พื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ยังไม่แปรเปลี่ยนเป็น "ทุ่งอุตสาหกรรม" ผืนนานับแสนไร่กลายเป็น "แก้มลิง" รับน้ำไปโดยปริยาย โดยปีนั้นจะมีแต่โรงงานมินิแบ และสวนอุตสาหกรรมโรจนะ
ปี 2538 "ชุมชนเมือง" ยังไม่ขยายไปทางฟากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ผิดกับปัจจุบันที่มีหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่เกิดขึ้นมาในท้องที่ อ.สามโคก อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี
อีกด้านหนึ่ง เราคงต้องมาสรุปบทเรียนจากมหาอุทกภัยครั้งนี้ วิธีการผันน้ำเลี่ยงเขตเศรษฐกิจกรุงเทพฯ และปริมณฑล มันยังใช้ได้ผลอยู่หรือไม่?
กรมชลประทาน วางคลองระพีพัฒน์เป็น "ทางน้ำเลี่ยงเมืองใหญ่" โดยผันน้ำจากเขื่อนพระราม 6 ออกไปทางคลองสิบเอ็ด คลองสิบสอง คลองสิบสาม ผ่าน อ.องครักษ์ จ.นครนายก และ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อระบายออกไปทางแม่น้ำบางปะกง
ปีนี้น้ำมากกลายเป็น "น้ำทุ่ง" ที่หันมาใช้ถนนพหลโยธินเป็นทางเดินแทน จึงทำให้มวลน้ำที่มาจาก อ.วังน้อย ลงมาจ่อที่ประตูระบายน้ำพระอินทร์ราชา ตรงนี้มันเลยกลายเป็น "สี่แยกน้ำ" ไปทางตะวันตกผ่านประตูระบายน้ำเชียงรากลงเจ้าพระยา หรือไปทางตะวันออก ผ่านคลองระพีพัฒน์ (คลองแยกตก) ไปตามทุ่งปทุมธานีตอนเหนือ
ผลปรากฏว่า มวลน้ำแยกไปขวาและไปซ้ายไม่ได้ เพราะมวลชนต่อต้าน มันจึงทะลักล้นข้าม ปตร.พระอินทร์ราชา เข้ามาทางคลองหนึ่ง และผ่ากลางถนนพหลโยธิน มุ่งหน้าสู่ตลาดรังสิต
กล่าวถึงที่สุด ปัญหาของมวลชน ก็คือปัญหาการเมือง เพราะลำพังกรมชลประทานพูดกับชาวบ้าน ไม่มีใครฟังหรอก แต่เรื่องพรรค์นี้ "นักการเมือง" จะไม่อาสาเข้ามาอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจ เพราะพวกเขาไม่อยากตอบคำถาม "ท่านรักคนปทุมธานี หรือรักคนกรุงเทพฯ"
ย้อนกลับไปที่ ปตร.พลเทพ อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท มันก็เข้าอีหรอบเดียวกัน เรามักได้ยินคำพูดลอยมาตามลมว่า "กุญแจประตูระบายน้ำ" อยู่กับนักการเมืองบางคน
ประตูระบายน้ำ จึงกลายเป็นประตูระบายอารมณ์ของชาวบ้านผู้ลอยคอหนีน้ำท่วม ขณะที่ชาวบ้านอีกจังหวัดหนึ่งพากันเกี่ยวข้าวสบายใจเฉิบ
หากยังไม่มีการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นธรรม ฤดูน้ำหลากปีหน้า เราอาจได้เห็นสงครามน้ำระหว่างคนไทยด้วยกันเอง



