
อย่าหวังให้โชคช่วย
ความพยายามจัดการชุมนุมมวลชนเสื้อแดงครั้งใหม่ เพื่อขับไล่รัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั้น ได้สร้างปัญหาต่อเนื่องสำหรับความพยายามสร้างความสงบสุขให้ประเทศ ในยามที่มีวิกฤติรอบด้าน ล่าสุดคือความเสี่ยงจากโรคไข้หวัดหมู ซึ่งได้ระบาดในหลายแห่งแล้ว รวมทั้งสหรัฐ
เห็นได้ชัดว่า บ้านเมืองยังห่างจากความสมานฉันท์ปรองดอง เพราะตราบใดที่เครือข่ายของ (พ.ต.ท.) ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้กุมอำนาจรัฐแล้ว คงสร้างความวุ่นวายไม่สิ้นสุด เพราะกลุ่มนี้อ้างว่า ถ้าไม่ใช่พวกตนเองได้บริหารบ้านเมือง นักการเมืองพรรคอื่นอย่าได้หวังว่าจะได้ทำงานเพื่อประชาชนได้
การเล่นสกปรก เล่ห์เหลี่ยมทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึงกฎเกณฑ์ หรือจริยธรรมของอารยชนนั้น ทำให้ประเทศไทยต้องจมอยู่ในกองทุกข์อีกนาน เพราะรัฐบาลใดก็ตามที่เผชิญต่อการบ่อนทำลายทุกรูปแบบ ย่อมประสบความสำเร็จยาก เมื่อมวลชนส่วนหนึ่งยังถูกว่าจ้างหรือซื้อได้ ถึงขั้นก่อการจลาจล ฆ่าคนตายกลางเมือง และมีนักการเมืองประสานเสียงในสภาในการโยนความผิดให้ผู้อื่นอย่างไร้ยางอาย
เสียงเรียกร้องให้สร้างความสามัคคี แก้ไขรัฐธรรมนูญ ยุบสภาหรือนิรโทษกรรม ล้วนเป็นเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เพราะนักการเมืองต้องโทษอาญาไม่ยอมรับกติกา มองว่าตัวเองอยู่เหนือระบบและกฎหมาย เป็นยิ่งกว่าอภิสิทธิชนซึ่งตนเองกล่าวหาผู้อื่น ขณะที่ (พ.ต.ท.) ทักษิณ ยังใช้เงินและเครือข่ายทำทุกอย่างเพื่อไม่ต้องรับโทษเช่นกัน และไม่สนใจว่าประชาชนทั้งแผ่นดินจะได้รับผลกระทบจากการบ่อนทำลายโดยมวลชนและเครือข่ายภายใต้คำบงการของกลุ่มนักการเมืองทุจริต คอรัปชั่น
รัฐบาลต้องไม่ให้สถานการณ์ลุกลามต่อไป การบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นไปตามกรณีและข้อเท็จจริงโดยไม่พะวักพะวนต่อการใส่ร้ายป้ายสีโดยนักการเมืองหรือกลุ่มปลุกระดมมวลชนว่ามีการปฏิบัติ 2 มาตรฐาน เพราะเห็นได้ชัดว่าเครือข่ายของนักการเมืองมีมลทินย่อมพูดหรือทำการอันใดเพื่อตัวเอง และผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม มีพฤติกรรมบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย จนถึงขั้นโดนศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค แต่ยังไม่สำนึกในการกระทำซึ่งหวังล้มล้างสถาบันสูงสุด เปลี่ยนแปลงระบบการปกครองของประเทศ
ทุกวันนี้นักปลุกระดมมวลชนเคลื่อนไหวโดยเปิดเผยว่าจะต้องล้มรัฐบาลให้ได้ แม้จะต้องใช้อาวุธก่อการร้ายก็ตาม หากรัฐบาลยังไม่บังคับใช้กฎหมายเพื่อดำเนินคดีโดยรวดเร็วแล้ว จะเป็นการเสี่ยงอย่างมากต่อความมั่นคงของประเทศ จนถึงขั้นสูญเสียความเป็นชาติ เพราะความทะเยอทะยานและโลภไม่สิ้นสุดของนักการเมืองทุจริต คิดมิชอบนั่นเอง
ประเด็นที่น่าห่วงคือคำครหาที่ว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นพวกเสื้อแดง จะเป็นจริงหรือไม่ ยังพิสูจน์ไม่ได้ แต่นั่นย่อมทำให้กลไกการบังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาความสงบไม่เป็นผลสำเร็จ ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่น วงการธุรกิจเผชิญความเสี่ยง การแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจของรัฐบาลย่อมยุ่งยากเป็นทวีคูณ นายกรัฐมนตรีจะมีแผนงานจัดการปัญหาอย่างไร ต้องเร่งทำ โดยความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง เพราะเจตนาร้ายของนักปลุกระดมมวลชนโดยมีนักการเมืองและพลังเงินทุนหนุนหลังย่อมมีศักยภาพในการทำลายล้างสถาบันและรากฐานของบ้านเมือง ความเป็นรัฐแน่นอน



