คอลัมนิสต์

ตำรวจอยู่ไหนเมื่อภัยมา

ตำรวจอยู่ไหนเมื่อภัยมา

26 ต.ค. 2554

ตำรวจอยู่ไหนเมื่อภัยมา : กระดานความคิด โดย ปนัดดา ชำนาญสุข

            “ตายเพราะโดนไฟดูดทุกวัน ตำรวจต้องไปชันสูตรที่เกิดเหตุ เรือก็มีอยู่แค่ 2 ลำ” นายตำรวจเล่าให้ฟังถึงข้อจำกัดที่ทำให้ตำรวจไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มศักยภาพอันเนื่องมาจากข้อจำกัดในเรื่องเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงาน การลาดตระเวนเพื่อตรวจตราความสงบเรียบร้อยในชุมชนถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการใช้รถยนต์สายตรวจ หรือรถจักรยานยนต์สายตรวจกลายเป็นการใช้เรือ หากแต่เป็นเรือแจว

          “พายเรือก็ไม่เก่ง กว่าจะไปได้ก็มัวแต่ชนโน่นชนนี่ โจรมันขโมยเสร็จมันก็จ้ำเอา จ้ำเอา เราก็ไม่ทันมันแล้ว ทั้งๆ ที่มองเห็นมันอยู่ตำตา ฝีมือแจวเรือมันดีกว่าเรา”

          หากตำรวจมีเรือยนต์ ซึ่งอาจได้มาจากการประสานความร่วมมือกับชาวบ้านหรือผู้นำชุมชน เพื่อใช้ในการตรวจตราดูแลความเรียบร้อยไม่ให้เกิดการโจรกรรมขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่น้ำท่วมสูง ทำให้ประชาชนต้องทิ้งบ้านไปพักอาศัยชั่วคราวในศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย คงจะทำให้ประชาชนคลายความทุกข์คลายความกังวลใจลงได้ไม่น้อย อีกทั้งคงจะทำให้ผู้ที่กำลังจะต้องตัดสินใจว่า ควรจะเสี่ยงอยู่ในบ้าน เพราะเป็นห่วงบ้านและทรัพย์สิน หรือควรจะอพยพดีนั้น สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

          หากตำรวจปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ การฝากบ้านไว้กับตำรวจในยามน้ำท่วม เช่นนี้ โดยทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจและความอุ่นใจแล้วนั้น ตำรวจจะได้ใจจากประชาชนไม่น้อย และยังมั่นใจได้ว่า เป็นความต้องการของประชาชนมากเสียยิ่งกว่าการฝากบ้านไว้กับตำรวจในห้วงเวลาเทศกาลปีใหม่ หรือช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาวๆ เสียอีก

          การระดมจัดหาเรือที่ติดเครื่องยนต์จากท้องที่อื่นๆ เพื่อนำมาใช้ในการปฏิบัติงานในท้องที่ที่มีความจำเป็นก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเกินไปนักสำหรับตำรวจไทย

          อีกทั้งการระดมการชักชวนให้ภาคีเครือข่ายอาสาสมัครในพื้นที่สถานีตำรวจต่างๆ ทั่วประเทศให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้ เพื่อให้ตำรวจสามารถทำงานในการป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่ที่น้ำท่วมสูงได้นี้ น่าจะทำให้เกิดบุญกุศลไม่น้อยไปกว่าการแจกอาหารและถุงยังชีพเลย

          ทั้งนี้ การตรวจตราความปลอดภัยในชุมชนของตำรวจก็สามารถทำควบคู่ไปกับการช่วยเหลือด้านอื่นๆ แก่ประชาชนได้อีกด้วย

          การที่ประชาชนได้เห็นภาพของสุภาพบุรุษผู้สวมเครื่องแบบที่มีสัญลักษณ์ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เพื่อให้รู้ว่า ตำรวจมาแล้ว ก็สามารถลดความว้าเหว่และหวาดกลัวภัยลงได้ไม่น้อย ซึ่งในห้วงเวลาที่ผ่านมา ประชาชนพบเห็นสัญลักษณ์เช่นนี้น้อยเกินไป อาจเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจไม่ได้คำนึงถึงการใช้สัญลักษณ์ของความเป็นตำรวจประการหนึ่ง นอกเหนือจากการยอมจำนนต่อปัญหาอุปสรรคและความไม่เอื้ออำนวยของเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงานจนทำให้ตำรวจส่วนหนึ่งใส่เกียร์ว่างและทำงานเพียงแค่พอผ่าน

          “เราต้องเตรียมความพร้อม วิเคราะห์ว่า โรงพักของเราเป็นพื้นที่ที่น้ำจะท่วมถึงหรือไม่ แล้วก็วางยุทธศาสตร์ว่าจะทำอย่างไรให้การปฏิบัติภารกิจของเราไม่สะดุด เพราะถ้าหน่วยงานตำรวจเองยังเอาตัวไม่รอดแล้วเราจะไปช่วยประชาชนได้อย่างไร ต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ ครอบครัวตำรวจก็ต้องเตรียมความพร้อมด้วยจะได้ร่วมกันเป็นอาสาสมัครช่วยชาวบ้านในพื้นที่ของเรา
   
          ยิ่งถ้าโรงพักไหนมีทุนทางสังคมเดิมที่มีความสัมพันธ์ที่ดีใกล้ชิดกับชาวบ้านในชุมชนยิ่งจะช่วยเหลือได้ง่ายได้ทั่วถึงมากขึ้น สามารถจัดแบ่งเขตรับผิดชอบของการช่วยเหลือ โดยจัดแบ่งเป็นโซนๆ ตามโซนสายตรวจเลยก็ได้ แบ่งงานกันทำตามสถานการณ์ ตามปัญหาของแต่ละสภาพพื้นที่ให้เหมาะสม ปรับเปลี่ยนเรื่องเครื่องแบบให้เหมาะสม แต่ต้องระบุได้ว่า นี่คือตำรวจนะ ชาวบ้านเขาจะได้มั่นใจเวลาออกไปปฏิบัติหน้าที่ ยิ่งห้วงเวลาที่ชาวบ้านอยู่ในระหว่างการเตรียมตัวว่าน้ำจะท่วมถึงหรือไม่ น้ำจะมาเมื่อไหร่ จะต้องเตรียมตัวอย่างไร ตำรวจยิ่งต้องเข้าไปประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ให้ข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงกับพื้นที่ เพราะชาวบ้านเขาดูข่าวก็เป็นภาพกว้างเขาไม่รู้ว่าในชุมชนของเขาจะเป็นอย่างไร การสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะลดความวิตกกังวล” นายตำรวจใหญ่เล่าให้ฟังถึงยุทธศาสตร์ในการทำงานของตำรวจที่ควรจะเป็น

          “แต่นี่ไม่รู้เลยว่าตำรวจอยู่ไหน ใครเป็นตำรวจทุกคนตักทราย แบกกระสอบ แจกของเหมือนกันหมด ไม่เห็นมีตำรวจ ทั้งๆ ที่ก็ไอ้คนตักทรายนั่นแหละคือตำรวจ”
   
          โดยเนื้อแท้แต่ไหนแต่ไรมานั้น ตำรวจในพื้นที่ต่างปฏิบัติงานเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนไม่น้อย อีกทั้งยังเป็นการทำงานที่มิได้มุ่งหวังการประชาสัมพันธ์อีกด้วย จึงอาจทำให้ตำรวจผู้ปฏิบัติมองข้ามเรื่องของการแสดงตัวของตำรวจในประเด็นนี้ไป ทั้งๆ ที่หลักการป้องกันอาชญากรรมนั้น “การแสดงตัวของตำรวจในชุมชน” เป็นวิถีทางหนึ่งที่สำคัญในการป้องกันอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดความกล้าของผู้ร้ายในการก่ออาชญากรรมรูปแบบต่างๆ
   
          สัญลักษณ์ของตำรวจที่ประชาชนเห็นในยามนี้ จึงมีเพียงการปรากฏตัวของท่าน พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เท่านั้น ซึ่งท่านก็ทำหน้าที่เพียงโฆษกของศปภ. ซึ่งไม่สามารถทำหน้าที่ในฐานะของภาพตัวแทนของตำรวจไทยที่จะสร้างความอบอุ่น ความมั่นใจในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤติน้ำท่วมได้
   
          น่าจะไม่ผิดนัก หากจะกล่าวว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่อยากเห็นตำรวจลาดตระเวนเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่เพื่อป้องกันภัยมากกว่า