
รู้แล้วจะจัดการอย่างไร : บทบรรณาธิการ
รู้แล้วจะจัดการอย่างไร : บทบรรณาธิการ
ถึงนาทีนี้ ประชาชนคนไทยโดยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ตระหนกตกใจกับปัญหาที่ว่า น้ำจะเข้าท่วมบ้านเรือนกันหรือไม่ จะมีก็เพียงชาวกรุงเทพมหานครในส่วนที่น้ำยังไม่ทะลักเข้ามาเท่านั้นที่ยังสับสน วิตกกังวลว่า ตกลงขณะนี้น้ำกำลังบ่ายหน้าไปในทิศทางไหน จะเข้าท่วมบ้านเรือนพวกเขาหรือไม่ ถ้าท่วมจะท่วมด้วยปริมาณเท่าไหร่ และขังอยู่นานแค่ไหน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เพียงคนกรุงเทพฯที่ต้องการรู้ ที่ผ่านมาคนในจังหวัดต่างๆ ก็ต้องการรู้ด้วยเช่นกัน
การทำงานและการประชาสัมพันธ์ข่าวสารของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ที่เต็มไปด้วยความสับสนและความไม่แน่นอน บ่งบอกถึงระดับความรู้ความสามารถที่มีอยู่แล้ว แต่เมื่อน้ำเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ แล้วก็ไม่มีโอกาสที่จะให้ความผิดพลาดสับสนเกิดขึ้นอีก เพราะหากพลาดครั้งนี้แล้ว ก็หมายความว่า ประเทศไทยได้ย่อยยับอย่างสิ้นเชิงลงด้วยมือของรัฐบาลนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้
มีสัญญาณที่ดีที่น่าทำให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง จากถ้อยแถลงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เริ่มกล้าพูดถึงจุดที่เป็นปัญหาอย่างตรงไปตรงมา และจุดที่ว่านั้น เป็นความรับผิดชอบของใคร ถึงแม้ว่าจะยังไม่ถึงขั้นออกคำสั่งให้หน่วยงานใดไปช่วยเหลือ แต่ก็ทำให้พอจะมีความหวังได้ว่า ความผิดพลาดในอดีตจะต้องได้รับการแก้ไข และการก้าวเดินไปข้างหน้าจะต้องมีแนวทางที่ชัดเจน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
นายกรัฐมนตรีระบุว่า “ปัญหาน้ำนั้น รัฐบาลได้จับตาดูมา 3-4 เดือนแล้ว ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้มีแค่จังหวัดเดียว บางแห่งเข้ามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เจอพายุ 4 ลูกติดต่อกัน โดยปกติแล้วเจอพายุลูกหนึ่งก็จะถูกระบายผ่านเขื่อน และมีช่วงพักในการระบายน้ำ แต่วันนี้ไม่ใช่ เจอลูกหนึ่งก็เก็บไว้ๆ และเจออีกหลายลูกก็ยังเก็บต่ออีก กลายเป็นปริมาณที่สะสมมาถึง 4 ลูก” ถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีนั้นตรงกับข้อสงสัยของประชาชนในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ว่า เหตุใดถึงได้กักเก็บน้ำเอาไว้เช่นนั้น จนเมื่อเขื่อนกักน้ำจนเกินกำลังถึงได้เร่งปล่อยน้ำออกมาสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง
เมื่อเกิดปัญหาขึ้น และนายกรัฐมนตรีมองเห็นจุดที่เป็นต้นเหตุวิกฤติแล้ว ปัญหาก็จะวกกลับมายังตัวนายกรัฐมนตรีเองว่า จะดำเนินการอย่างไร กับสิ่งที่เกิดขึ้น ถึงแม้ในวันนี้ ความจำเป็นเร่งด่วนคือการเร่งระบายน้ำออกจากประเทศไทย และช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ไปพร้อมๆ กับการวางแผนบริหารจัดการน้ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น แต่การสืบสาวเอาความเพื่อไม่ให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นอีก ก็ต้องเร่งดำเนินการให้เรียบร้อยโปร่งใส
นายกรัฐมนตรีต้องแยกให้ออก ระหว่างการลงโทษคนผิด กับ “ความปรองดอง” ว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย แต่มันเป็นการใช้กฎหมายพิจารณาความถูกความผิดตามหลักของนิติรัฐอย่างเท่าเทียม และยังจะเป็นการปกป้องประเทศชาติ ประชาชนให้อยู่กันอย่างปกติสุข นี่คือภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่ท้าทายความสามารถของนายกรัฐมนตรี หลังจากก่อนหน้านี้ถูกมองว่า มือไม่ถึง แต่หากครั้งนี้กล้าดำเนินการจนได้รับความกระจ่าง ตอบคำถามของประชาชนได้ ก็น่าเชื่อว่า ศรัทธาของประชาชนจะกลับมาอีกครั้ง



