
พระราชดำรัสวันเฉลิมฯ...
"...ปีนี้มีความเปลี่ยนแปลงจากปีที่แล้วหลายอย่าง ด้วยประชากรชาวสวนจิตรฯ นี้มีเพิ่มเติมขึ้น แต่ก่อนนี้มีอีกา มีนกพิราบ แต่เดี๋ยวนี้ถ้าจะดูไปก็จะเห็นว่ามีหงส์ทั้งขาวทั้งดำเพิ่มขึ้นมา และมีนกกาบบัว มีนกยูง"
"...ที่พูดถึงประชานกนี้ก็เพราะว่า เมื่อดุลของธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปก็จะต้องมีการทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่บ้าง"
"...อีกาเป็นใหญ่ อีกาจะตีนกพิราบ แล้วนกพิราบก็จะตีนกเอี้ยงที่มีจำนวนมากเหมือนกัน นกเอี้ยง ก็จะตีนกกระจอก ส่วนนกกระจอกก็ไม่ทราบว่าเขาไปตีใคร"
"...เขาตีกันเป็นลำดับชั้นไป จนกระทั่งเดี๋ยวนี้นกกระจอกจะสูญพันธุ์"
"...แต่ว่าอีกานั้น ที่อยู่ได้ก็เพราะว่าเกรงใจนกกาบบัว ถ้าไม่เกรงใจนกกาบบัวอีกาก็จะสูญพันธุ์ เพราะว่านกกาบบัว...เป็นนกที่ใหญ่ และเมื่อมาใหม่ๆ ยังเป็นเด็กๆ ก็ยังไม่สามารถที่จะประพฤติตนให้ดี เมื่อถูกอีกาเข้าโจมตี แต่ด้วยความเป็นนกใหญ่ นกกาบบัวจึงเตะอีกา เป็นอันว่าอีกาก็เข็ดหลาบไม่สามารถที่จะโจมตีนกกาบบัวได้ จึงอยู่ร่วมกันโดยสันติไม่ทะเลาะกันต่อไป"
"และนกกาบบัวนี้ ก็ได้รับอาหารประจำวัน อีกาก็ปันส่วนด้วย ทุกวันนี้ก็จะเห็นได้ว่าอยู่ร่วมกันโดยสันติ ดุลของธรรมชาติก็เกิดขึ้นได้"
"เรื่องหงส์ก็เช่นเดียวกัน มีหงส์ดำและหงส์ขาว ตอนแรกหงส์ดำหงส์ขาวนี้เขาแยกกันเพราะไม่ถูก กัน ใครเป็นสีดำ ใครเป็นสีขาว ก็ย่อมจะเป็นตรงข้ามกัน ชอบที่จะทะเลาะกัน เวลามาว่ายน้ำในสระก็ต่างคนต่างมากัน"
"...มาบัดนี้ก็เห็นได้ว่า คงตกลงกันได้เวลาเดินมาเดินกลับบ้าน เขาก็คละกันไม่มีปัญหา"
"...แต่มีนกยูงตัวหนึ่งแทนที่จะไปคละกับนกยูงกลับไปคละกับหงส์ เวลาหงส์มาที่บ่อน้ำ นกยูงตัว นั้นก็มาด้วย...นกยูงตัวนั้นก็มาอยู่ขอบบ่อ"
"ชักนิยายเรื่องนกมา ก็เพื่อให้เห็นว่าตอนแรกทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องมีการทะเลาะกัน แต่เมื่อเข็ด หลาบอย่างหนึ่ง หรือมีความคิดที่ถูกต้องที่จะช่วยกันดำเนินชีวิตร่วมกัน ก็อยู่ได้โดยสันติไม่ทะเลาะกัน ไม่ทำอันตรายกัน ดุลของธรรมชาติจึงเกิดขึ้น"...
ข้อความทั้งหมดนี้เป็นพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนม พรรษาปีพ.ศ.2535 ภายหลังจากเหตุการณ์ที่เรียกว่า พฤษภาทมิฬ พระราชดำรัสนี้จึงสะท้อนความเป็นไปของเหตุการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น
ทั้งยังจะเป็นข้อคิดให้แก่ผู้คนในขณะนี้ได้น้อมเกล้าฯ รับไปปฏิบัติโดยทั่วหน้ากันด้วยครับ



