คอลัมนิสต์

บทเรียนคันกั้นน้ำ

บทเรียนคันกั้นน้ำ

17 ต.ค. 2554

บทเรียนคันกั้นน้ำ : บทบรรณาธิการ

            แหล่งย่านสำคัญของชุมชนริมน้ำในอดีตซึ่งมักเป็นที่รวมของ วัด โรงเรียน อาคารพาณิชย์ทำมาค้าขาย ส่วนใหญ่แล้วนิยมสร้างเขื่อนริมน้ำเอาไว้เพื่อประโยชน์ 2 ด้านด้วยกัน คือ กันตลิ่งพัง และบรรเทาความรุนแรงจากกระแสน้ำเหนือที่จะไหลหลากในช่วงหน้าน้ำบ่าเข้าท่วมชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมอยู่เป็นประจำจนเป็นเรื่องปกติ เช่นนี้ แล้วการสร้างบ้านแปงเมืองที่อยู่ชิดใกล้กับทางน้ำผ่าน จึงคำนึงถึงการอยู่ร่วมกับสภาพธรรมชาติให้ได้เป็นสำคัญ แทนที่จะมุ่งเอาชนะธรรมชาติอย่างในปัจจุบัน

          เหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งนี้ มีบทเรียนสำคัญหนึ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันพิจารณาไตร่ตรองเพื่อบรรจุไว้ในแผนแม่บทเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียในฤดูกาลหน้าคือ การสร้างพนังหรือคันกั้นน้ำสองฝั่งแม่น้ำเพื่อปกป้องแหล่งเศรษฐกิจของจังหวัดต่างๆ ที่แม่น้ำสายหลักไหลผ่าน โดยเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งต้องรองรับน้ำเหนือจากแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน และการระบายน้ำจากเขื่อนใหญ่ ซึ่งแม้ว่า คันกั้นน้ำจะสามารถป้องกันชุมชนเอาไว้ได้ในตอนแรก แต่ท้ายที่สุดเมื่อปริมาตรน้ำมีมากจริง ก็ไม่สามารถรับมือเอาไว้ได้ คันกั้นน้ำทั้งหลายจึงเป็นแต่เพียงสิ่งก่อสร้างชะลอน้ำ เปลี่ยนทางน้ำ และในที่สุดกลายเป็นเขื่อนย่อยๆ ที่กักเก็บน้ำเอาไว้จนเน่าเสีย

          ปรากฏการณ์พนังกั้นน้ำ นอกจากได้สะท้อนความพยายามเอาตัวรอดของแต่ละชุมชนได้เป็นอย่างดี ชนิดที่อาจเรียกได้ว่า ตัวใครตัวมันแล้ว ยังตีแผ่ประจานการทำงานของรัฐบาลว่า ขาดการวางแผนระดับชาติเพื่อบรรเทาเบาบางผลกระทบจากภัยธรรมชาติ จนกลายเป็นการแก้ปัญหาวันต่อวัน ด้วยการส่งเจ้าหน้าที่ลงไปซ่อมแซมพนังกันน้ำต่างๆ ที่พังพินาศลงเพราะกระแสน้ำเชี่ยวกราก หรือว่าชาวบ้านร่วมกันทำลายก็ตาม การแจกจ่ายสิ่งของบรรเทาทุกข์ ความพยายามต่อสู้เพื่อปกป้องนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เหล่านี้ ย่อมยากที่จะปฏิเสธได้ว่า ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากคันกั้นน้ำจำนวนมากมายมหาศาลที่ผุดขึ้นตามความคิดอ่านของชุมชนต่างๆ ที่ไร้แผนควบคุม หรือกำหนดทิศทางเพื่อการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

          กรณีคันกั้นน้ำของแต่ละชุมชนคือบทเรียนสำคัญอีกบทหนึ่ง ที่รัฐบาลจำเป็นต้องจัดทำประชาพิจารณ์ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์วิจัยรวมทั้งกรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย นักวิชาการด้านน้ำทั้งหลายเพื่อบรรจุไว้ในแผนแม่บทว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นธรรม เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ในอนาคตอันใกล้นี้ สภาพการเอาตัวรอดหรือเห็นแก่ชุมชนตนเองเท่านั้นอาจลุกลามออกไป จนเกิดการเผชิญหน้ากันรุนแรงมากขึ้น ขณะที่การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมยิ่งล้มเหลวและสร้างความเสียหายเลวร้ายลงทุกปี