คอลัมนิสต์

รบ.-กองทัพผนึกฝ่าวิกฤติพิบัติภัย

รบ.-กองทัพผนึกฝ่าวิกฤติพิบัติภัย

17 ต.ค. 2554

รัฐบาล-กองทัพผนึกกำลังฝ่าวิกฤติพิบัติภัย : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง

           แม้ว่า “รัฐบาล- กองทัพ” จะพยายามเร่งแก้ไขปัญหามหันตภัย “น้ำท่วม” ที่ขณะนี้มี 38 จังหวัดที่ถูกน้ำทะลักเข้าท่วมเพียงชั่วข้ามคืน การแก้ไขปัญหาที่เกิดควาล้มเหลวในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพราะแต่ละหน่วยงานต่างพยายามหายุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหามวลน้ำก้อนใหญ่ที่ปกคลุมไปเกือบค่อนประเทศ แต่ปัญหาหลักเกิดจากความ “ผิดพลาด” ของตัวบุคคล

           โดยเฉพาะบทบาทของ “พระเอก” ที่จะต้องเป็นหน่วยงานหลักเข้ามาบริหารจัดการน้ำแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะเอาเข้าจริงการบริหารจัดการน้ำที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์​ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะคุมเกมการแก้ไขปัญหาทั้งหมด และมี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ก็ทำได้แค่สั่งการ และวัดใจปริมาณน้ำไปวันๆ เท่านั้น

           สิ่งที่เกิดขึ้นคงไม่สามารถ “โทษ” ใครได้ เพราะมหันตภัย “น้ำท่วม” ในครั้งนี้ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย หลังจากที่ประเทศไทยเกิดปัญหาน้ำท่วมอย่างหนักมาแล้วเมื่อปี 2518 แต่ปัญหาอยู่ที่ “ความเด็ดขาด” ของผู้นำรัฐบาล คือ นส.ยิ่งลักษณ์ ที่จะต้องใช้ความเด็ดขาดและเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหามากกว่านี้ โดยเฉพาะการให้อำนาจในการเข้าไปแก้ไขปัญหาในทุกจุดที่เกิดช่องโหว่ในขณะนี้

           ต้องยอมรับว่า “กองทัพ” ถือเป็นหน่วยงานหลักที่มีความพร้อมมากที่สุดที่จะเข้าไปบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมมากที่สุด เพราะมีทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ และกำลังพล ที่มีความชำนาญและมีความพร้อมในเรื่องนี้มากที่สุด แต่รัฐบาลกลับสั่งการให้ “กองทัพ” เป็นแค่เพียงฝ่ายสนับสนุนในการอพยพประชาชน และอุดช่องโหว่เส้นทางการไหลของมวลน้ำ รวมถึงการป้องกันนิคมอุตสาหกรรมแหล่งเม็ดเงินก้อนโตของประเทศ

           การทำงานแบบ “ครึ่งครึ่ง-กลางกลาง” และมีข้อจำกัดของ “กองทัพ” จึงทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย เพราะแทนที่ “กองทัพ” จะเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่กลับถูกขัดขวาง ถูกสกัดจากดาวรุ่ง เพราะไม่ต้องการให้ “กองทัพ” ได้เป็นพระเอกแต่เพียงผู้เดียว แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะ “กองทัพ” จะเสนอให้ออกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน)

           แต่กลับถูกคัดค้านจากกลุ่มคนบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยให้มีการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะหวั่นว่า “กองทัพ” โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก จะอาศัยช่องว่าง และเงื่อนไขดังกล่าวทำการ “ปฏิวัติ-รัฐประหาร” เพื่อล้มล้างรัฐบาล จึงทำให้ปัญหาเกิดความสะสมแบบทวีคูณจนยากที่จะแก้ไขปัญหานี้ทันท่วงที ทั้งนี้หากศึกษาในรายละเอียดเกี่ยวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะพบว่ามีการบัญญัติไว้เกี่ยวกับการแก้ไขภัยพิบัติด้วย

           "นายวิษณุ เครืองาม และ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เคยเสนอให้ใช้เกี่ยวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติในพื้นที่ภาคใต้มาแล้ว เมื่อปี 2548 โดยสมัยนั้นเกิดปัญหาคลื่นยักษ์สึนามิถล่มชายฝั่งภาคใต้ กองทัพก็ได้รับคำสั่งให้ออกไปปฏิบัติการแก้ไขปัญหาเหมือนกัน บางคนไม่รู้ก็คิดว่ากองทัพเสนอให้ออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต้องมีนอกมีใน หรือต้องการล้มล้างรัฐบาลชุดนี้ ผมอยากถามกลับไปว่าสถานการณ์บ้านเมืองเป็นแบบนี้ใครปฏิบัติก็บ้าแล้ว” แหล่งข่าวระบุ

           แหล่งข่าวกองทัพ ยังบอกด้วยว่า มหันตภัยน้ำท่วมในครั้งนี้ ถือเป็นภัยพิบัติที่สาหัสมาก เพราะประชาชนเกือบ 60 จังหวัดได้รับผลกระทบทั้งเรื่องที่อยู่ที่กิน มีปัญหาหมด หากไม่รีบแก้ไขจะยิ่งทำให้เกิดปัญหาสะสมมากยิ่งขึ้น กองทัพไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด แต่กองทัพมีความพร้อมที่สุดที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหา แต่ปัญหาติดอยู่ที่ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนที่บางส่วนไม่ให้ความร่วมมือและมีการต่อต้านการทำงานของเจ้าหน้าที่

           “ปัญหาสำคัญอยู่ที่การประสานงาน และการสั่งการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะดูแล้วการบริหารการจัดการไปคนละทิศคนละทาง และมักจะแย่งซีนกันบ่อยๆ สิ่งเหล่านี้เป็นจุดอ่อนที่เกิดขึ้นในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในครั้งนี้อย่างมาก การที่มีการเสนอให้ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะเห็นว่าต้องการให้รวมศูนย์อำนาจในการดูแลประชาชน และสามารถดูแลประชาชนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะมอบอำนาจให้ทหารดูแล และเข้าไปแก้ไขปัญหาในพื้นที่วิกฤติ” แหล่งข่าวระบุ

           แหล่งข่าวบอกด้วยว่า มีการหารือเรื่องนี้กับกฤษฎีกา เรื่องการประกาศบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตั้งแต่เกิดน้ำท่วมที่ภาคเหนือแล้ว แต่รัฐบาลปฏิเสธ ทำให้การเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ของทหารพบกับอุปสรรค จนกระทั่งน้ำมาจ่อเข้ากรุงเทพฯ อย่างทุกวันนี้

           สิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในครั้งนี้ คือ ประชาชนจะต้องให้ความร่วมมือกับ “รัฐบาล-กองทัพ” ในการเดินหน้าแก้ไขปัญหามหันตภัย เพราะหากยิ่งขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่มากเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้เกิดปัญหาสะสมยากที่จะแก้ไขได้