
ถ้าทดท้อ-ไม่ร่วมใจเราคงไม่มีวันพรุ่งนี้..
ถ้าทดท้อ-ไม่ร่วมใจเราคงไม่มีวันพรุ่งนี้.. : ขยายปมร้อน โดย ศรายุทธ สายคำมี [email protected]
แรงบีบคั้นจิตใจจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่กลืนกินแต่ละจังหวัดอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งมาจ่อคอหอยกรุงเทพมหานคร อันมี ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี เป็นปราการด่านสุดท้าย หากที่มั่นนี้แตกเมื่อไหร่ มวลน้ำมหาศาลไหลทะลักเข้าเมือหลวงอันเป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศ เศรษฐกิจล่มสลายแน่
ปริมาณน้ำมหาศาลที่ไหลกระแทก ทำลายทุกแนวปะทะไล่ลงมาตั้งแต่ จ.ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร แล้วมาจมนครสวรรค์ เป็นนครบาดาล ลงมาถึง พระนครศรีอยุธยา น้ำมากมายมหาศาลขนาดนี้ ก็ไม่แปลกที่ผู้นำประเทศอย่าง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเครียด จะท้อแท้กับภัยธรรมชาติที่รับรู้แล้วว่า มนุษย์ตัวจ้อยนั้นยากจะแข็งขืน
แต่หากมองกันในอีกด้าน นี่คือบททดสอบครั้งยิ่งใหญ่ที่ตายอีก 10 ชาติ ก็อาจไม่เคยได้พบ
การที่ยิ่งลักษณ์ออกมายอมรับว่า น้ำมามากเหลือเกิน หากไม่ไหวก็ต้องเอาชีวิตให้รอดเสียก่อน มันถูกมองได้ 2 อย่าง
หนึ่ง นายกฯ พยายามบอกให้เห็นความจริง
สอง นายกฯ ถอดใจกับสงครามครั้งนี้
ในขณะที่ในวันนี้ คนไทยทุกคนต้องการเห็นผู้นำของเขาปลุกเร้ากำลังใจ ปลุกความเข้มแข็งของคนตัวเล็กๆ ที่จะต้องยืนหยัดต่อสู้กับธรรมชาติ
หากคิดเพียงแค่ว่า วันนี้เรามีเพียงสองมือสองขา อย่าว่าแต่วันข้างหน้าเลย พรุ่งนี้เราก็อาจจะไม่มีโอกาสเห็นพระอาทิตย์ขึ้น
เราจะถอยไปไหนได้อีก ในเมื่อด้านหลังของเราคืออ่าวไทยซึ่งเต็มไปด้วยน้ำทะเล
หนทางเดียวที่จะรอดพ้นจากวิกฤติ ก็คือ ยืนหยัดต่อสู้ ทุ่มเทสรรพกำลังในการแก้ไขปัญหา พร้อมๆ กับการเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข กันให้มากที่สุด
การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพื่อวันนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อรักษากรุงเทพมหานคร หากแต่รักษาญาติพี่น้อง แหล่งทำมาหากินในวันนี้ไปจนชั่วลูกชั่วหลาน
ถ้าผ่านตรงนี้ไปได้ ไม่เพียงแค่การยืดอกตอบคำถามของบรรพบุรุษที่มาตั้งรกรากอยู่ริมแม่น้ำตั้งแต่ต้น หากแต่วันนี้จะเป็นวันแห่งความภาคภูมิใจของลูกหลานในอนาคต
แล้วก็ป่วยการที่จะออกมาพูดในท่วงทำนองที่ ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บอกว่า คำนวณน้ำพลาด แถมยังบอกให้นายกฯ พูดความจริง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อขวัญและกำลังใจของประชาชนที่กำลังประสบภัย และอีกส่วนที่ยังไม่เห็นน้ำ
การพูดจาของคนที่มีตำแหน่งแห่งที่ในแง่ลบในยามวิกฤติ มันทำให้ความหวั่นวิตกของผู้คนจินตนาการไปไกลจนเกินความเป็นจริง
สิ่งที่ต้องบอก "ความจริง" กันในวันนี้ก็คือ มันต้องมีผู้ที่เสียสละ แล้วก็ต้องมีคนบอกกับผู้ที่ต้องเสียสละนั้น จะได้อะไรกลับมาบ้าง ทั้งในขณะนี้และหลังน้ำลด
ระดับเสนาบดีอย่าง ปลอดประสพ ก็น่าจะมีน้ำหนักพอที่จะไปเจรจาพูดคุยกับเขาได้ว่า จะเยียวยาพวกเขาอย่างไร ข้าวของเสียหาย แหล่งทำมาหากินของเขาถูกน้ำพัดพาไป จะมีอะไรไปชดเชยให้เขา
นี่ต่างหากที่ควรจะไปพูด ไปบอก
แล้วก็ไม่น่าจะเป็นเพียงแค่ ปลอดประสพ รัฐมนตรีคนอื่นๆ ก็ควรออกจากห้องแอร์ ไปสัมผัสน้ำกันเสียบ้าง ไปร่วมทุกข์กับประชาชนบ้าง
ไม่ต้องไปไกลที่ไหน เอาแค่ที่ปทุมธานี ปราการด่านสุดท้ายของประเทศไทยนี่ก็พอแล้ว
เพราะที่นี่มีทั้งคนที่ต้องการให้ทุกข์เท่ากันหมด ด้วยการทลายพนังกั้นน้ำ และคนที่มองเห็นหายนะประเทศหากพนังกั้นน้ำแตก
ในเมื่อจุดที่อยู่เหนือขึ้นไปมีคนดูแลกันแล้ว หน้าที่ของเสนาบดีทั้งหลาย ควรจะเป็นที่นี่ ไม่ใช่ปล่อยให้ชาวบ้านเผชิญหากันเอง
หากอยากเห็นตัวอย่างคนใจสู้ ไม่ต้องดูอื่นไกล ขอให้ดูความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้าน ต.หลักหก รวมทั้งนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรัง
สิต ที่ร่วมกันกรอกถุงทรายเพื่อนำไปสร้างเป็นพนังกั้นน้ำเสร็จภายในคืนเดียว
เช่นเดียวกับคนเมืองหลวงที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกันเสียสละในส่วนที่สละได้ เพื่อนำไปมอบให้แก่ "พี่น้องในแนวหน้า" ผู้ที่ยอมทนทุกข์ต่อสู้กับมวลน้ำมหาศาล
เพราะในวันนี้ ไม่มีใครอยู่ได้เพียงลำพัง
มันเป็นหน้าที่ของคนเมืองหลวงที่ต้องบอกกับผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมว่า เขาเหล่านั้นจะไม่ต่อสู้อยู่แต่เพียงลำพัง



