
ตำรวจกับความตาย
ตำรวจกับความตาย : กระดานความคิด โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
“ไม่กลัว” เด็กน้อยวัย 3 ขวบ พูดจาฉะฉาน โต้ตอบนายตำรวจใหญ่ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพ่อผู้เสียชีวิตจากการยิงของคนร้ายในขณะปฏิบัติหน้าที่ในคืนวันหนึ่ง
“ถ้าเขาไม่ใช่ตำรวจที่ขยันทำงาน เขาก็ไม่ตายอย่างนี้ นี่ เขาตายเพราะเขาขยัน เขาเป็นตำรวจที่ดี” นายตำรวจใหญ่พร่ำพูดวนเวียนจนทำให้ผู้ฟังจับใจความได้ถึงอารมณ์สะเทือนใจต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น
คืนวันนั้นราว 2 ทุ่ม สายตรวจรถจักรยานยนต์ขี่ผ่านมาตามถนน สังเกตเห็นรถจักรยานยนต์คันหนึ่งจอดอยู่ บริเวณข้างทางในจุดที่น่าสงสัย เขาขี่รถผ่านไประยะหนึ่งและจอดรถเตรียมจะหันรถกลับมายังเป้าหมายซึ่งคือรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนคันนั้น ทันใดนั้นเสียงปืนดังขึ้นจากรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการเข้าตรวจค้น ยังไม่ทันได้ตั้งตัวใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแค่...สงสัยและต้องการจะทำหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ดี
โชคดีที่มีรถตำรวจอีกคันหนึ่งขับผ่านมาบริเวณนั้น และได้ยิงต่อสู้สกัดคนร้าย จนกระทั่งคนร้ายทิ้งรถและหลบหนีไป
นายตำรวจใหญ่เมื่อได้รับการรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เร่งไปยังที่เกิดเหตุพร้อมนำทีมทำการวางแผนปิดล้อมตรวจค้นด้วยตนเอง มุ่งหวังด้วยจิตใจเต็มเปี่ยมตั้งเป้า “จับคนร้าย” ให้ได้ นายและลูกน้องร่วมมือร่วมใจกันมิได้ย่นย่อต่อสภาพภูมิประเทศ หรือความยากลำบาก ความเหนื่อยยาก การทำงานดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืนผ่านการระดมกำลัง การวางแผนงานในรูปแบบของทีมงานมืออาชีพ จนมีเสียงกล่าวขานจากลูกน้องว่า “นายรักลูกน้อง ทำเต็มที่ ไม่ทิ้งกัน”
ความสำเร็จของการทำงานเป็นทีมบรรลุเป้าหมาย ตำรวจสามารถตามจับคนร้ายได้โดยใช้เวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง ความดีใจที่สามารถจับกุมคนร้ายได้นั้น ไม่น่าภาคภูมิใจเท่ากับการย้ำเตือนของผู้เป็นนายที่บอกแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนว่า “ดูแลลูกน้องให้ดีๆ อย่าให้ลูกน้องต้องตายเพราะปฏิบัติหน้าที่ ตำรวจต้องมียุทธวิธีที่ดี” มิใช่ดีแต่สั่ง แต่นายลงมือทำด้วย มีการจัดระบบบริหารจัดการรองรับอย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือตัวอย่างของนายที่ดี ซึ่งหาไม่ได้ง่ายนักในโลกของตำรวจ
“ตำรวจชอบทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ” มักเป็นคำกล่าว เมื่อเห็นตำรวจทำงานโดยใช้ยุทธวิธีเต็มรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น หากตำรวจเห็นรถผู้ต้องสงสัยจอดอยู่และจะแสดงตัวขอเข้าตรวจค้น พร้อมทั้งมีการเตรียมพร้อมในการใช้อาวุธเพื่อป้องกันตัว เป็นต้น ทั้งๆ ที่ในสภาพสังคมไทยปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดอย่างรุนแรงนั้น เหล่าบรรดาผู้กระทำผิดมีข้อมูลเป็นอย่างดีว่า ใครคือตำรวจ ตำรวจกลุ่มไหน ก๊วนไหนมีลักษณะนิสัย มีวิธีการทำงานอย่างไร ในขณะที่ฝ่ายตำรวจยืนอยู่ในที่สว่างนั้น ผู้กระทำผิดกลับอยู่ในที่มืด ไม่สามารถระบุได้ชัดว่าใครคือคนร้าย ใครคือคนดี อีกทั้งตัวบทกฎหมายก็พร้อมจะให้สิทธิและความเป็นธรรมแก่ผู้ต้องหา ซึ่งเมื่อนำมาพิจารณาอีกมุมหนึ่งอาจถูกนำมาใช้เพื่อเสริมพลังให้คนร้าย จนทำให้ตำรวจต้องทำงานอย่างยากลำบากเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ภาวะความเสี่ยงในการทำงานเช่นนี้ หากผู้เป็นนายไม่เตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาศักยภาพและฝีมือในการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ร่วมคิด ร่วมทำ เพื่อเป็นผู้นำทีมในการทำงาน แต่กลับทำตัวเสมือนเป็นแค่เพียง “นายหัว” ผู้คอยรับการปรนนิบัติรับการดูแลจากลูกน้องแต่เพียงเท่านั้น ก็ควรจะพิจารณาตนเอง โปรดอย่าได้เสนอตัวมาเป็นนายเลย...สงสารตำรวจชั้นผู้น้อย ที่ทำงานด้วยความเสี่ยงและความเหนื่อยยาก!



