
สลายอำนาจกองทัพ
สลายอำนาจกองทัพ : บทบรรณาธิการ
การออกมาจุดประเด็นแก้ไข พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 ของ ส.ส.บางส่วนในพรรคเพื่อไทย โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงคอยสนับสนุน กำลังก่อร่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แม้จะยังมีความขัดแย้งกันเองอยู่ในพรรคก็ตาม รวมถึงยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จากกองทัพ แต่รับรู้ได้ว่าหากรัฐบาลหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาเมื่อไร แรงกระเพื่อมจากกองทัพต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน อาจลุกลามจนคาดไม่ถึงก็เป็นได้
สถานการณ์อุทกภัยยังหนักหน่วงเกินกว่าที่รัฐบาลจะให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก จึงเร่งเครื่องได้ไม่เต็มที่ แต่คนเสื้อแดงยังคงรักษากระแสนี้ไว้โดยการร้องหาความเป็นธรรมเรื่อง การตายของคนเสื้อแดงในเหตุการณ์สลายการชุมนุม ผ่านกิจกรรมการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณี 13 ศพ ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษโยนกลับมาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สอบสวนเพิ่มเติม ยังถูกเกาะติด เป็นเสมือนเหล็กแหลมที่คอยทิ่มตำใส่กองทัพอย่างต่อเนื่อง การเดินเกมจากฝ่ายการเมืองบางฝ่ายและกลุ่มพลังนอกสภา ดูจะสอดคล้องขนานไปในทิศทางเดียวกัน
จุดมุ่งหมายของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางส่วน ที่พยายามแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม เป็นผลพวงมาจากการทำบัญชีโยกย้ายนายทหารระดับนายพลที่ผ่านมา คนเสื้อแดงมองว่า กลุ่มทหารที่สั่งใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมจนเป็นเหตุให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายได้ตำแหน่งที่สูงขึ้น เป็นการสืบทอดอำนาจจากรุ่นต่อรุ่น ในขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปจัดระเบียบภายในกองทัพผ่านบัญชีโยกย้ายได้เพราะมีเพียง 1 เสียงในสภากลาโหมเท่ากับ ผบ.เหล่าทัพ โหวตอย่างไรก็แพ้วันยังค่ำ ทั้งๆ ที่เป็นผู้บริหารสูงสุด
ความพยายามแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม จึงเสมือนการเข้าไปสลายขั้วอำนาจเดิมในกองทัพที่คนเสื้อแดงมองว่าสืบทอดกันมาตั้งแต่ยุค พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็น ผบ.ทบ. และก่อการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ยังคงจับกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น และหากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป รัฐบาลอาจนั่งบริหารประเทศด้วยความหวาดระแวงและมีโอกาสพบอุบัติเหตุเหมือนดังเหตุการณ์รัฐประหารที่ผ่านมาได้ตลอดเวลา
หากมองในมุมฝ่ายบริหารอาจคิดว่า ถ้าจัดคนที่เชื่อใจให้นั่งเก้าอี้สำคัญไม่ได้ งานอาจไม่เดินตามนโยบาย อีกด้านหนึ่งอำนาจที่อยู่ในมือ ผบ.เหล่าทัพ จะถูกสืบทอดกันอยู่ในกลุ่มพวกพ้อง ไม่ได้กระจายไปสู่นายทหารนอกเครือข่าย อำนาจเกิดการกระจุกตัวเฉพาะกลุ่ม แต่หากมองในมุมข้าราชการประจำก็ชอบธรรมเช่นกันเพราะ นักการเมืองไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงหรือสร้างเงื่อนไขต่อรองใดๆ ได้ ส่วนจะทำสำเร็จหรือไม่ กองทัพจะมีท่าทีอย่างไร บทสุดท้ายให้นึกถึง พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 2547 ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ ผบ.ตร. และแต่งตั้งนายพลตำรวจ จนมีปัญหาการแทรกแซงเรื้อรัง ผู้รักษากฎหมายอยู่ใต้อุ้งมือนักการเมืองมาจนทุกวันนี้



