คอลัมนิสต์

'มัน'คือการต่อสู้ทางการเมือง

'มัน'คือการต่อสู้ทางการเมือง

06 ต.ค. 2554

มันคือการต่อสู้ทางการเมือง : ขยายปมร้อน โดย ศรุติ ศรุตา

           คนหนึ่งคนปาก้อนหิน 1 ก้อนใส่ ถือเป็นความผิด คนพันคนปาก้อนหินพันก้อน เป็นการต่อสู้ทางการเมือง

            คนหนึ่งคนเผารถยนต์ 1 คัน ถือเป็นความผิด คนพันคนเผารถยนต์ 100 คัน ถือเป็นการต่อสู้ทางการเมือง

            ไม่รู้ว่า แนวคิดนี้เป็นของใคร และนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร แต่บ้านเมืองเราใช่ผ่านเรื่องราวอย่างนั้นมาแล้วใช่ไหม หรือกำลังจะเดินเข้าไปสู่จุดนั้นใช่ไหม ?

            ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันนี้ กำลังถูกจับตามองว่าสุดท้ายแล้วจะไปสิ้นสุดยุติลง ณ ที่ใดด้วยสถานการณ์แบบไหน หลังจากนำโลงศพไปเผาที่หน้าราบ 11 ศูนย์บัญชาการของ ศอฉ.ในช่วงที่ นปช.ชุมนุมกันอยู่ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ และต่อเนื่องไปถึงสี่แยกราชประสงค์

            ภาพที่ปรากฏออกมาในระยะสั้นนี้ก็คือ ความพยายามจะรักษาฐาน รักษาอารมณ์ร่วมของคนเสื้อแดง โดยเฉพาะผู้ที่สูญเสียญาติจากการชุมนุมเมื่อกลางปี 2553

            ข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดงไม่เพียงกระตุ้นเตือนให้กองทัพ โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รอง ผบ.ทบ.ต้องตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา เพราะบังเอิญว่า ไปอยู่ในจังหวะเดียวกันกับที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร

            ความเคลื่อนไหวของมวลชนนั้น สอดรับกับในระดับแกนนำที่รุกไล่เอาเสียงเชียร์ด้วยการประกาศจะรื้อ พ.ร.บ.กระทรวงกลาโหม เพราะเป็นอุปสรรคต่อการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารของ รมว.กลาโหม ที่น่าจะมีความชอบธรรมเพราะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน

            มิพักต้องไปพูดถึงว่า พ.ร.บ.กลาโหม ฉบับนี้มาจากการพิจารณาของตัวแทนประชาชนด้วยหรือไม่

            เนื่องจากเป้าหมายนี้ มุ่งไปที่การตอบโต้จนถึงขั้นปลดกลุ่มนายทหารที่พวกเขาคิดว่า เกี่ยวพันกับการกระชับพื้นที่จนทำให้เกิดผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากและเสียชีวิตไปทั้งทหาร-พลเรือนรวมแล้ว 91 ราย

            แน่นอนกระแสเชียร์ให้รื้อกฎหมายฉบับนี้ย่อมต้องเกิดขึ้น แต่ก็เกิดในระดับที่เรียกว่าจำกัดความรุนแรง

            ในขณะที่อีกฟากหนึ่งก็พยายามปูดข่าวว่ามีหมอรายหนึ่งพยายามสร้างสถานการณ์ให้ทหารออกมาปฏิวัติ

            และเป็นจังหวะเดียวกันกับที่กลุ่มอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เรียกตนเองว่า "นิติราษฎร์" ออกมายื่นข้อเรียกร้องให้กลับไปสู่จุดที่ไม่มีการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549

            ซึ่งก็แน่นอนว่า ข้อเรียกร้องที่ว่านั้น คนทั่วไปฟังแล้วก็วัดน้ำหนักว่า ใครได้ ใครเสีย

            ในขณะที่ฟากรัฐบาลเด้งรับราวกับก้นติดสปริง แต่ซีกที่คัดค้านก็ฟันธงลงทันทีว่า งานนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รับไปเต็มๆ ทั้งในแง่ของคดีความที่ศาลมีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี ไปแล้วและคดีความที่ยังค้างคาอยู่ที่ศาล เพราะจำเลยยังไม่มารายงานตัวอีกหลายคดี

            หากเอาตามนิติราษฎร์ว่า ก็เท่ากับ พ.ต.ท.ทักษิณ พ้นมลทินไปโดยปริยาย หากว่า ไม่มีใครอุตริไปร้องให้ตรวจสอบว่า ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เช็นหนังสือให้เมียไปซื้อที่ดินจากกองทุนฟื้นฟูนั้นขัดกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจิตแห่งชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งออกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 นั้นถือว่าเป็นการทำผิดบทบัญญัติของกฎหมายที่ห้ามไว้หรือไม่...ก็คงจะจบ

            "นิติราษฎร์" เอง ก็คงไม่คิดที่จะไปร้อง เพราะแถลงการณ์ออกมากี่หน ก็ไม่ได้บอกว่าจะทำในเรื่องนี้ด้วยตนเอง

            ไม่ว่าจะเป็นเหตุบังเอิญหรืออะไรก็แล้วแต่ การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนแต่ละกลุ่มมันประจวบเหมาะ มันเขย่าขวัญเหล่านักรบ ขณะเดียวกัน มันก็ปกป้องรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

            ทั้งที่จะว่าไปแล้ว รัฐบาลนี้ มีเรื่องราวที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายแสดงความเป็นห่วงเป็นใยว่าจะนำพาบ้านเมืองไปติดกับดักที่ตนเองได้ประกาศหาเสียงเอาไว้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้วว่าทำได้ทันที

            เพราะที่ว่าทำได้ทันทีนั้น สัมผัสได้ในทันทีก็คือ รายได้ของชาติหายวับไปในทันทีที่มาตรการต่างๆ ของรัฐบาลเดินเครื่อง ส่วนรายได้ที่รัฐบาลหวังมาชดเชยในอนาคต ก็เป็นสิ่งที่แทบจะจับต้องไม่ได้ เพราะขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงหลายปัจจัย แถมยังมีวิกฤติยูโรโซนที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ให้เห็นอยู่ตำตา

            ไม่ว่าจะเป็นการงดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน เงินเดือน 1.5 หมื่นบาท รายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาท ไม่เก็บภาษีสรรพสามิตรถคันแรก บ้านหลังแรก สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นรัฐบาลที่ต้องควักกระเป๋าแฟบๆ ไปกระตุ้นเอง แล้วก็หวังว่าภาคเอกชนจะยอมให้จูงจมูก

            นี่ยังไม่นับถึงการเข้าไปบรรเทาภัยพิบัติน้ำท่วมที่ล่าช้า เพราะปัญหาที่ไม่กล้าไปเคลียร์กับผู้มีบารมีในพรรคร่วมรัฐบาล

            สภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการขับเคลื่อนมวลชนเพื่อหันเหความสนใจไปที่การปะทะกันระหว่างมวลชนกับกลุ่มอำนาจที่ถูกตีตราว่า เป็น "เครื่องมือ" ของฝ่ายอำมาตย์

            แม้จะรู้ว่ามันคือเกมเสี่ยง ที่เสี่ยงทั้งกับตนเอง และกับประเทศชาติ

            ดูทั้งกระดานแล้ว ด้วยสภาพที่ยังเป็นนายกฯ พูดผิดพูดถูก ไม่มีบารมีพอที่จะไปสั่งการบริหารประเทศ ยังจะมีเกมไหนให้พลิกไปได้อีก

            อย่างที่เกริ่นแต่แรก คนพันคนปาก้อนหินพร้อมกันไม่มีความผิด เพราะมันคือการต่อสู้ทางการเมือง !