
บัวแก้วกับการเปลี่ยนม้ากลางธาร
บัวแก้วกับการเปลี่ยนม้ากลางธาร : บทบรรณาธิการ
กว่าหนึ่งเดือนที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล จับพลัดจับผลูเข้ามารั้งตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ ประชาชนเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่า นายสุรพงษ์ยังคงสับสนไม่เลิกหรือไร จึงยังไม่สามารถแยกแยะบทบาทของนักการเมืองอาชีพออกจากบทบาทของรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นปราการด่านสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ความสับสนนี้เห็นชัดมากขึ้นระหว่างที่นายสุรพงษ์เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติที่นิวยอร์ก เพราะแทนที่จะใช้เวลาให้คุ้มค่ากับภาษีของประชาชนพูดถึงบทบาทในทางสร้างสรรค์ของไทยบนเวทีการเมืองโลก หรือชี้แจงให้ประชาคมโลกเข้าใจถึงนโยบายของประเทศในประเด็นอ่อนไหว หรือความร่วมมือกับนานาประเทศในด้านต่างๆ
นายสุรพงษ์กลับใช้เวลาส่วนใหญ่พูดคุยกับสื่อต่างชาติเรื่องการจะคืนพาสปอร์ตการทูตให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวมทั้งการพยายามแก้ตัวแทนนักโทษหนีคุกว่า ต้องโทษในคดีทุจริตเพราะแรงจูงใจทางการเมือง ทั้งยังชมอดีตนายกรัฐมนตรีว่ามีส่วนช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา เท่านั้นยังไม่พอ นายสุรพงษ์ยังมีคำสั่งสายฟ้าแลบถอดนายอัษฎา ชัยนาม ออกจากประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ส่งผลให้นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของประธานเจบีซี ต้องยุติลงบทบาทในส่วนนี้ลงด้วย โดยอ้างว่าเป็นเพราะช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การทำงานไม่มีความคืบหน้า
ทั้งๆ ที่เป็นที่ประจักษ์ชัดมาตลอดว่า ทั้ง 2 คนล้วนเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการทูต มีความเชี่ยวชาญยิ่งในด้านสนธิสัญญาและสัมพันธ์กับต่างประเทศอันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่สำคัญได้ทุ่มเทชีวิตเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างไม่เห็นแก่เหนื่อยยาก โดยเฉพาะในเรื่องของการปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งนายอัษฎายอมรับตรงๆ ว่าอาจต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปี หรืออีก 100 ปี ก็ยังอาจไม่เสร็จสิ้น ถึงแม้ว่ากระทรวงการต่างประเทศมีสิทธิจะสับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ได้โดยเฉพาะช่วงมีรัฐบาลชุดใหม่ แต่นายสมปอง สุจริตกุล นักการทูตผู้คร่ำหวอดอีกผู้หนึ่งได้เตือนรัฐบาลว่าไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึกในคดีปราสาทพระวิหาร เพราะจะทำให้ไม่มีความต่อเนื่อง
ส่วนนายอัษฎา ชัยนาม ได้เตือนนายบัณฑิต โสตถิพลาฤทธิ์ ประธานเจบีซีคนใหม่ว่า จะต้องมีทักษะในด้านการเจรจาระหว่างประเทศเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ไม่เช่นนั้น การต่างประเทศของไทยคงมีแต่ถอยหลังเข้าคลอง ขณะที่กัมพูชากำลังมีบทบาทมากขึ้น พร้อมจะเป็นประธานอาเซียนในอีกไม่กี่เดือนนี้ และอาจก้าวไกลได้เป็นสมาชิกหมุนเวียนคณะมนตรีถาวรแห่งสหประชาชาติในอนาคตอันใกล้ก็เป็นได้



