คอลัมนิสต์

ตำรวจกลับหลังหัน...วิ่ง

ตำรวจกลับหลังหัน...วิ่ง

28 ก.ย. 2554

ตำรวจกลับหลังหัน...วิ่ง : กระดานความคิด โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

           ภาพของตำรวจยืนเข้าแถวกลับหลังหันมาทำความเคารพพร้อมมีถ้อยคำประกอบที่ถูกผลิตสร้างขึ้นโดยหวังจะสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้แก่ตำรวจที่ว่า “หยุด! กลับหลังหัน เริ่มกันใหม่ เพื่อการรับใช้ที่ดีกว่า”เมื่อต้นปี 2554 เป็นภาพฝันเชิงอุดมคติที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความคิดที่ดีของผู้ที่มีประสบการณ์และมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งแจ่มชัดถึงสาเหตุของการที่เหล่าบรรดาตำรวจไทยจำต้องตกอยู่ภายใต้หลุมพรางกับดักของการกระทำที่มิชอบ

            ลำพังเพียงการจัดนิทรรศการตำรวจยุคใหม่ไม่ทำผิดที่ใช้ทีมงานระดับมืออาชีพจัดรูปแบบของการให้ความรู้ที่น่าสนใจโดยเริ่มต้นจากการจัดแบ่งพื้นที่ตั้งแต่บริเวณทางเข้าที่เริ่มด้วยด้านมืด ด้านไม่ดีของตำรวจที่ตกหลุมพรางไป อาทิ การใช้วิธีผิดๆ อุ้มทำร้ายเพื่อการสืบสวน การอยากได้อยากมีอำนาจ หาตั๋วในการวิ่งเต้นจากนักการเมือง ใช้เงินซื้อขายตำแหน่ง เกี่ยวข้องกับมาเฟีย พ่อค้า การเบียดบังเวลาราชการ ไปจนถึงการอยากได้อยากมีทรัพย์สินเงินทองจึงรับผลประโยชน์

            โดยนิทรรศการแสดงให้เห็นว่า เมื่อตำรวจเรียนรู้ว่าสิ่งที่ทำคือสิ่งผิด ยอมรับปรับปรุง เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเองเพื่อเดินสู่แนวทางตำรวจที่ถูกต้อง รับฟังความเห็นของเพื่อนร่วมงาน ความต้องการของสังคม ตำรวจก็จะดีขึ้น ปัญหาคือ เงื่อนไขใดคือการระบุว่าสิ่งที่ทำคือสิ่งที่ผิด ในเมื่อในโลกของตำรวจนั้นต่างคุ้นเคยและชินชากับสภาพแวดล้อมเช่นนี้ และผู้กระทำก็ล้วนได้ดิบได้ดีอย่างรวดเร็วมากกว่าคนที่คิดมุ่งมั่นรับใช้ประชาชน หากผู้นำไม่เริ่มต้นที่สาเหตุรากเหง้าที่แท้จริงโดยยินยอมที่จะปิดบังอำพรางผ่านการสร้างคำอธิบายด้วยชุดความจริงบางส่วน ย่อมทำให้การกระทำที่มิชอบยังคงดำรงอยู่ต่อไป สำหรับดิฉันความรู้ที่นำเสนอในนิทรรศการไม่ได้แปลกใหม่เร้าใจแต่ประการใด หากแต่สิ่งที่น่าสนใจคือ นายตำรวจใหญ่แสดงบทบาทของผู้นำตำรวจที่มุ่งหวังให้พลพรรคตำรวจที่ติดกับดักอยู่ หรือกำลังจะติดกับดัก หันหลังกลับมารับใช้ให้บริการประชาชน น่าเสียดายก็แต่ความลึกซึ้งที่แสดงให้เห็นที่มาของการที่ตำรวจไทยต้องติดกับดักนั้นไม่ถูกนำเสนอให้ปรากฏแก่สังคม และทางออกยังมุ่งที่จะกล่าวโทษเฉพาะตัวตำรวจแต่ละคน ซึ่งโดยแท้จริงแล้วนั้นบริบทของสภาพแวดล้อมในการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร การบริหารงานที่ไร้ระบบคุณธรรม การแทรกแซงของระบบการเมือง การดำรงอยู่ของวัฒนธรรมคอรัปชั่น และวัฒนธรรมอุปถัมภ์ล้วนเปรียบเสมือนเบ้าหลอมองค์กรตำรวจและเป็นบริบทที่ทรงอิทธิพลต่อการผลักไสให้ตำรวจไทยเดินเข้าหากับดักหลุมพรางไม่น้อยไปกว่าความเชื่อ ความโลภ ความอยากส่วนบุคคล

            การแฉเรื่องบ่อนการพนันที่ผ่านมาอาจกลายเป็นเชื้อไฟที่ทำให้ตำรวจบางคนสะดุดหยุดก้าวหน้าสักห้วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ทำไมจึงไม่มีผลกระทบใดๆ กับผู้เกี่ยวข้องบางคน? ปรากฏการณ์เช่นนี้ต่างหากที่สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เหล่าบรรดาตำรวจรู้ว่า ในโลกของตำรวจนั้น ความจริงเป็นเพียงสิ่งสมมติที่ผู้มีอำนาจร่วมสร้างขึ้น หาใช่ความจริงแท้ๆ ไม่ ผู้ที่มีอำนาจเท่านั้นที่จะเป็นผู้กำหนดว่าใครถูก ใครผิด ใครสมควรได้รับโทษ และใครควรได้รับอภิสิทธิ์และยกเว้น

            ในเมื่อการอยู่ให้ “รอด”ในโลกของตำรวจจำเป็นต้องผูกโยงกับอำนาจอย่างใกล้ชิดและอำนาจก็ผูกโยงกับผลประโยชน์และเงินตรา ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับโลกด้านมืดทั้งสิ้น ดังนั้น ทางแก้จึงไม่ใช่การเชิญชวน รณรงค์ ประชาสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งการออกคำสั่งว่า ตำรวจไทยต้องกลับหลังหันแต่เพียงเท่านั้น

            สปิริตและความเป็นผู้นำของผู้บริหารตำรวจต่างหาก คือ สิ่งที่จะต้องแก้ไขและพัฒนาให้เกิดขึ้นให้จงได้ ยามที่โลกด้านมืดถูกคลี่ออก ถูกเปิดโปงสู่สายตาของประชาชน ทำไมผู้บังคับบัญชาซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบกลับไม่มีส่วนในการรับโทษแห่งการกระทำเหล่านั้น ภาวะแห่งความไม่ยุติธรรมนี้เป็นเสมือนหัวเชื้อที่ตอกย้ำให้เหล่าบรรดาตำรวจเรียนรู้ว่า ทางเอาตัวรอดในโลกของตำรวจคือการพยายาม “วิ่ง” ให้เร็วที่สุด วิ่งให้มากที่สุดพร้อมทั้งสะสมเงินตรา และเชื่อมโยงกับขั้วอำนาจให้มากที่สุด นั่นแหละคือความสำเร็จอย่างแท้จริงในโลกของตำรวจซึ่งทุกคนต่างรู้ ยอมรับและเข้าใจเป็นอย่างดี

            หากวันใดพลาดมีคนแปลกหน้าเข้ามาค้นเจอความรู้ ความจริงในมุมใดมุมหนึ่งก็จะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่หากไม่มีการสะสมทุนทางอำนาจไว้บ้างอาจต้องรับไปเต็มๆ...เมื่อเป็นอย่างนี้ การกลับหลังหัน เริ่มต้นกันใหม่ เพื่อการรับใช้ที่ดีกว่าจึงไม่ใช่เรื่องหรือปัญหาเฉพาะบุคคลแต่เป็นปัญหาเชิงระบบและวัฒนธรรมที่ต้องเริ่มจากตัวผู้นำตำรวจเอง เริ่มต้นจากการตั้งคำถามกับบรรดานายๆ (ของตำรวจ) ที่ว่า ท่านรักและปรารถนาดีต่อลูกน้องและองค์กรของท่านด้วยความจริงใจและยุติธรรมหรือไม่ หรือว่าท่านทำทุกอย่างเพื่อตัวท่านเอง?