คอลัมนิสต์

ปลดปล่อยตำรวจ

ปลดปล่อยตำรวจ

28 ก.ย. 2554

ปลดปล่อยตำรวจ " บทบรรณาธิการ

          สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดกับชาวบ้านมากที่สุด มีส่วนสัมพันธ์กับความสงบสุขในสังคม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดว่าบ้านเมืองจะเจริญก้าวหน้าไปในทิศทางไหน ตำรวจเป็นต้นธารแห่งกระบวนการยุติธรรม สืบสวนสอบสวนจับกุมก่อนส่งอัยการ เข้าสู่กระบวนการพิพากษาของศาล

          องค์กรตำรวจจึงมีอำนาจทั้งในตัวบทกฎหมาย อิทธิพลแฝง อย่างมีอานุภาพยิ่ง หากใช้ไปในทางลบ จะกลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังของนักการเมือง ไม่ว่าใครเข้ามาเป็นรัฐบาลนอกเหนือจากเก้าอี้รัฐมนตรีแล้ว การได้ควบคุมหน่วยกำลังอย่าง สตช. ถือว่าเป็นตัวจักรสำคัญในการบริหารกลเกมทางการเมือง งานลับต่างๆ องค์กรตำรวจจึงเกิดความหวั่นไหวทุกครั้งที่มีการปรับเปลี่ยนรัฐบาล

           การขับเคลื่อนนโยบายบริหารงานภายในองค์กรเกิดอาการสะดุดติดขัดทุกครั้งที่ถึงวาระการแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี เหตุหนึ่งเพราะตำรวจในปัจจุบันไปอิงอยู่กับอำนาจทางการเมือง พร้อมรับใช้สนองต่อคำสั่งนักการเมืองได้ทุกรูปแบบ ทุกตำแหน่งนับแต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ ผู้กำกับ ลงไปถึงรองสารวัตรหรือแม้แต่ชั้นประทวน ที่บางส่วนกลายเป็นมือปืนคุ้มกันให้นักการเมือง พ่อค้าหรือแม้แต่มาเฟียผู้ทรงอิทธิพล

           องค์กรตำรวจเกิดความอ่อนแอ ต้องพึ่งพาอำนาจทางการเมือง ส่วนหนึ่งเกิดจากโครงสร้างทางการบริหารงานและกฎหมายที่กำกับไว้ แม้จะมีพระราชบัญญัติตำรวจ ปี 2547 เป็นเครื่องมือ แต่ก็ไม่ได้ทำให้องค์กรหลุดออกไปจากนักการเมือง นายกรัฐมนตรี ยังเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (กตช.) และประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) มีอำนาจเสนอแต่งตั้งผบ.ตร. ลงไปถึงผู้บังคับการ ซึ่งเป็นตำแหน่งหลักและมีอิทธิพลในพื้นที่เกือบทั้งหมด การโยกย้ายในทุกวาระจึงต้องมีนักการเมืองระดับแกนนำใหญ่ๆ คอยคัดท้ายให้เกือบทั้งหมด

           เมื่อเปรียบเทียบกับการแต่งตั้งของทหารที่มีกฎหมายเฉพาะ การโยกย้ายระดับนายพล จะมีสภากลาโหมลงมติโดยถือเอาเสียงข้างมาก ผู้บัญชาการเหล่าทัพ จะมีหนึ่งเสียงเท่ากับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่มาจากการเมือง เป็นกฎระเบียบ ออกมาป้องกันการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง ที่จะเข้ามาล้วงลูก ถึงแม้จะทำไม่ได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นไปตามความเห็นชอบของสภากลาโหม

           ถึงวันนี้ว่าที่ ผบ.ตร.คนใหม่ ก็มีส่วนเกี่ยวพันกับฝ่ายการเมือง น่าจะคิดถึงการวางรากฐานใหม่สำหรับองค์กรตำรวจ ผลักดันกฎหมายเข้ามาควบคุมงานบริหารภายใน ตั้งกำแพงเพื่อกันอำนาจทางการเมืองเช่นเดียวกับกองทัพ ทำให้ผู้นำคนต่อๆ ไป สามารถพัฒนาองค์กร บุคลากร ไปบนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาล ทำให้ตำรวจพ้นจากบ่วงกรรมนักการเมืองเสียที