
เสียงจากปชป.'ทำให้คนหนุนภูมิใจ'
รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท "พรรคต้องทำให้ผู้สนับสนุนภูมิใจ" : ขยายปมร้อน โดย อรรถภูมิ อองกุลนะ
ในวันที่ผู้สนับสนุนพรรคการเมืองมีมูลค่าไกลกว่าการหย่อนบัตร แม้การทำงานในระบบรัฐสภาจะยังเดินหน้าไป แต่กลเกมการแย่งชิงมวลชนสนับสนุนในระดับพื้นที่เห็นจะมองเพียงผ่านไม่ได้
ยิ่งเฉพาะกับ 2 พรรคใหญ่ "เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์" ที่ข้างหนึ่งมีกระแสคนสีแดงที่ยังติดตลาดหล่อเลี้ยง ขณะที่อีกฝ่ายคึกคักเปิดโรงเรียนการเมืองพัฒนาทรัพยากร ส.ส.ก่อนส่งลงพื้น ตั้งแต่หัววัน
เมื่อมวลชนนำพามาซึ่งชัยชนะ พอๆ กับที่ “สองมาตรฐาน ล้มอำมาตย์” เป็นทั้งวาทกรรมและเนื้อหาที่ใช้ได้ผล กับผู้ชนะคงไม่มีคำถาม แต่กับผู้แพ้อย่างประชาธิปัตย์นั้น ผ่านการวิเคราะห์อย่างไรบ้าง
“รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท” ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้นำนักศึกษาที่เข้าป่าภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในชื่อ "สหายศรัทธา" ซึ่งเป็นชื่อจัดตั้งในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และคุ้นเคยกับวิธีคิดของคนเสื้อแดงบางปีกเป็นอย่างดี ได้วิเคราะห์ถึงการบ้านข้อใหญ่ที่พรรคสีฟ้าต้องเร่งทำหากจะเบียดหัวใจรากหญ้าบ้าง
"งานในส่วนพื้นที่ มีสมาชิกของพรรค ทั้งส.ส.สาขาพรรค สมาชิกในส่วนท้องถิ่น กระทั่งหัวคะแนนทำอยู่แล้วแต่ผลที่ผ่านมาไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวังไว้ ก็ควรจะทบทวนตัวเองว่าจะเพิ่มเติมส่วนไหนในสิ่งที่ขาด"
เมื่อถามความเห็นหากจะให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคมวลชน เพราะมีมวลชนให้การสนับสนุน "รัชฎาภรณ์" บอกว่า ยาก และยากกันทุกพรรค เพราะทุกพรรคการเมืองของไทยเป็นพรรคเลือกตั้ง ใครจะไปมีปัญญาไปทำ การจะมีพรรคมวลชน ซึ่งเป็นของส่วนรวมนั้นหมายถึงต้องพร้อมสนองประโยชน์จริงๆ
แม้กระทั่งพรรคเพื่อไทยที่มีคนพูดว่าเป็นพรรคมวลชน เพราะคนสนับสนุนมาก "รัชฎาภรณ์" ก็ยังเห็นว่า เป็นเพียงการรวมกลุ่มทุกท้องถิ่นที่มีความสัมพันธ์กับทุนระดับชาติเท่านั้น มีนโยบายจากส่วนกลางที่ทุนท้องถิ่นได้ประโยชน์ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เอง ถึงจะเก่าแก่ เป็นสถาบัน มีอุดมการณ์ แต่ก็มีองค์ประกอบหลากหลาย แต่ละคนมีวิธีการหาคะแนนด้วยวิธีของตัวเอง ที่ต้องรักษาชัยชนะในพื้นที่ของตัว ดังนั้นจึงไม่สอดคล้องกับแนวทางพรรคการเมืองเพื่อสนองตอบมวลชนกับคนทุกกลุ่ม
มองแบบรู้เขารู้เรา “สหายศรัทธา” วิเคราะห์ถึงความเบ่งบานของคนเสื้อแดงว่า เกิดจากจังหวะการหยิบฉวยประเด็นที่แหลมคม อย่างเรื่องสองมาตรฐาน ความเสมอภาคมาใช้นั้นเป็นประเด็นเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นความจริงครึ่งเดียว มาจับกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้บริหารอยู่ วิธีการนี้ง่ายมากสำหรับการใช้มาโจมตีฝ่ายตรงข้าม
"เสื้อแดงเองก็มีหลายกลุ่ม คนที่อุดมการณ์จริงๆ ที่คิดว่าศักดินาคือศัตรูประชาชนนั้นมีจริง แต่ที่ถูกจุดติดนั้นเพราะเกิดจากการหยิบปรากฏการณ์ รวมกับเอาการเปรียบเทียบผลการกระทำระหว่างคนเสื้อแดงและกลุ่มพันธมิตร หยิบเอาปัญหาเศรษฐกิจ สังคม หนี้สิน ที่มีมาแต่เดิมมาใช้เรียกอารมณ์ ทั้งที่ประเด็นเหล่านั้นมีอยู่มานานแล้ว คนกลุ่มนี้ทำให้ประชาชนเชื่อว่า ถ้าเอา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาทุกอย่างจะยุติไป ทั้งที่ความเป็นจริงเรื่องพวกนี้มันเกิดขึ้นมานานแล้วทั้งนั้น"
“รัชฎาภรณ์” ได้เปรียบเทียบแนวคิดการปลูกฝังทัศนคติของคนเสื้อแดงกับพรรคคอมมิวนิสต์ฯ ในอดีตว่า รูปแบบอาจจะคล้าย แต่ยังไม่ใช่ในเนื้อหา สาระ เพราะสมัยพรรคเป็นคอมมิวนิสต์ฯนั้น มีทฤษฎีชี้นำเพื่อคนส่วนใหญ่ มีนโยบายออกมาเพื่อชาวนา กรรมกร แต่ขณะที่ปัจจุบันสิ่งที่พรรคเพื่อไทยทำอยู่นั้นหลากหลาย และคนที่อยู่ในพรรคก็ไม่ได้มีอุดมการณ์ทุกคน เป็นเพียงกลุ่มทุนท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ทุนใหญ่ ผ่านโครงการที่อนุมัติในระดับชาติลงสู่ท้องถิ่นเท่านั้น
ส่วนเรื่องของผู้สนับสนุนนั้น พรรคคอมมิวนิสต์ฯ ไม่เคยเห็นว่าประชาชนทุกคนเป็นมวลชน พรรคจึงไปหามวลชนที่เข้าใจจุดยืนของพรรคจริงๆ ให้มาสนับสนุน แต่มวลชนเสื้อแดงคือใครก็ได้ที่พร้อมจะไล่รัฐบาล สารพัดรูปแบบโดยมีจุดร่วมเดียวกันคือล้มรัฐบาลประชาธิปัตย์ให้ได้ก่อน ผสมโรงทั้งความจริงผสมกับความเท็จโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจเพื่อผลลัพธ์ทางจิตวิทยา
เมื่อคาดการณ์ถึงภายหน้า “รัชฎาภรณ์” มองว่า นอกจากจะติดตามดูแนวทางแก้ปัญหาของพรรคเพื่อไทยที่คนเสื้อแดงส่งให้เป็นเสียงข้างมากนั้น จะแก้ปัญหาโครงสร้างของสังคมหรือไม่ ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่ศรัทธาแนวคิดของคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยในอนาคตก็น่าสนใจ เพราะหากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทอดเวลาตอบโจทย์ของประชาชนนานเข้าผู้สนับสนุนจะน้อยลงเรื่อยๆ และสุ่มเสี่ยงที่จะสั่นคลอนถึงความสัมพันธ์ ไม่ต่างอะไรจากครั้งพรรคประชาธิปัตย์กับกลุ่มพันธมิตร ที่เคยมีจุดร่วมเดียวกัน
"ตัวรัฐบาลเองคงไปสนองทั้งหมดไม่ได้ สุดท้ายแล้วจะอึดอัด และเมื่อความโยงใยถึงกันหมดไป คงเหลือแต่ส่วนที่อิงกับพรรคการเมือง"
ประเด็นโมเดลการจัดตั้งของคนเสื้อแดงที่โอกาสจะมาใช้กับผู้สนับสนุนประชาธิปัตย์บ้างนั้น “รัชฎาภรณ์” ตอบว่า ไม่สมควรที่จะทำตาม ที่พรรคขยับและทำอยู่ก็มากกว่าเดิม หลังการสัมมนาใหญ่มีแนวทางที่น่าจะเห็นผลที่ดี ผ่านการทำงานกับเครือข่ายกลุ่มชาวบ้านหลากหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มสตรี กลุ่มแรงงาน กลุ่มศิลปวัฒนธรรม กลุ่มอาสาสมัคร กลุ่มเศรษฐกิจ ฯลฯ โดยเน้นให้ข้อเท็จจริง ที่อาจจะไม่หวือหวา
“จะบอกว่านามธรรมหรือล้าหลังก็แล้วแต่จะพูด ถ้าเราจะทำคงไม่แข่ง ไม่ต้องไปตั้งโรงเรียนการเมืองฟ้าแข่งกับแดง ไม่มีหมู่บ้านต่างสี แต่มาบอกกันดีกว่าว่าประชาธิปไตยคืออะไร ความเสมอภาคคืออะไร สิทธิของประชาชนที่ควรจะได้รับมีอะไรบ้าง และเราทำอะไรได้บ้างท่ามกลางระบบทุนนิยมสามานย์”
“ไม่มีความยากจนในหมู่คนขยัน แต่ทำไมชาวนาขยันแต่เขากลับไม่รวย นั่นก็เพราะมีคนอื่นมาหลอก มาเอาเปรียบทำให้ชาวบ้านเป็นได้แต่แรงงานในการผลิต ครั้งหนึ่งเคยมีคนบอกว่า คนกลุ่มที่เอาเปรียบนั้นคือระบบอำมาตย์ แต่วันนี้ถามหน่อย อำมาตย์อยู่ที่ไหน เห็นมีแต่นายทุน ถ้าจะต้องสู้มันต้องล้างข้อมูลด้วยความจริงที่เป็นอยู่ ต้องใช้เวลา จะนามธรรมหรือเชยก็แล้วแต่จะเรียก แต่พรรคต้องทำให้ผู้สนับสนุนที่มีกว่า 11 ล้านคนในขณะนี้ รู้สึกภูมิใจที่คิดสอดคล้องกับพวกเรา" รัชฎาภรณ์ กล่าวปิดท้ายของการสนทนา



