
กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
น่าเห็นใจรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ อภิสิทธิ์ ที่ต้องประสบปัญหารอบด้าน ทั้งด้านการเมืองและด้านเศรษฐกิจตลอด 3-4 เดือนที่รัฐบาลชุดนี้เข้ารับหน้าที่นั้น ผลงานทั้งด้านการเมืองและด้านเศรษฐกิจส่อให้เห็นว่าทีมงานของรัฐบาลชุดนี้ขาดประสบการณ์ เรื่องง่ายๆ จึงกลายเป
ในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ รัฐบาลได้แสดงความกระฉับกระเฉงในการแก้ปัญหา นับแต่เริ่มเข้ารับหน้าที่ แต่น่าเสียใจที่หยิบยกยุทธศาสตร์ในการแก้วิกฤติเศรษฐกิจที่ผิดพลาด กล่าวคือนำยุทธศาสตร์ของประเทศที่มั่งคั่งมาใช้เกือบจะทั้งดุ้น เช่น กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการ “หว่านเงินจากเฮลิคอปเตอร์” มีการแจกเงินแก่ผู้มีรายได้น้อยคนละ 2,000 บาท ซึ่งก็เห็นชัดว่าไม่ทั่วถึง มีการให้เบี้ยเลี้ยงชีพคนชราโดยไม่มีข้อจำกัด กล่าวกันว่าเจ้าของร้านทองถ้าอายุเกิน 60 (และหน้าด้านพอ) ก็สามารถไปลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือได้ เป็นอาทิ
ยังกับว่ารัฐบาลนี้ร่ำรวยเสียเต็มที ทั้งๆ ที่พิมพ์ธนบัตรไม่ได้เองเหมือนอเมริกาเขา และเงินที่นำมาหว่านนั้นก็ต้องไปกู้ยืมมาใช้จ่ายเพราะงบประมาณขาดดุลอยู่แล้ว ชาวบ้านทั่วๆ ไปก็นึกว่ารัฐบาลรวย แต่มาตกใจเมื่อรัฐบาลออกมายอมรับว่างบประมาณของปี 2552-2553 (เริ่มต้นตุลาคม 2552) ต้องตัดยอดลงหลายรายการ เป็นเงินมหาศาล และทั้งอาจจะต้องแก้กฎหมายเปิดเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นไปอีกประมาณ 10% ซึ่งจะเป็นวงเงินไม่ใช่น้อยที่จะเพิ่มภาระหนี้สินให้แก่ลูกหลานของเรา
ความจริงไม่ต้องใช้ความรู้ทางการคลังลึกซึ้งอะไรเพราะเมื่อเศรษฐกิจหดตัว การเก็บภาษีอากรเข้าคลังก็ย่อมน้อยลงตามตัวไปด้วย แต่นี่ดูเหมือนรัฐบาลเพิ่งจะรู้ว่าการเก็บภาษีอากรในปีงบประมาณหน้าจะต่ำกว่าความคาดหมาย
เมื่อต้นปีนี้มีผู้พยากรณ์ว่าจีดีพีของเราจะหดตัวลงประมาณ 4% ซึ่งในระยะนั้นผู้คนในวงการรัฐบาลรวมทั้งนักวิชาการบางคนด้วย ต่างก็หาว่าการให้ตัวเลข -4% นั้นเป็นการให้ร้ายรัฐบาลทั้งนี้เพราะคนที่มาพูดนั้นถึงแม้จะมีความรู้ขั้นปริญญาเอกทางด้านเศรษฐศาสตร์และเคยเป็นนายแบงก์ใหญ่มา แต่ก็เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลชุดที่แล้วจึงชวนให้สงสัยว่าคำพยากรณ์นั้นแฝงด้วยอคติ แต่บัดนี้เพิ่งพ้นไตรมาสแรกไปได้ไม่กี่วันทุกสำนักก็เริ่มเห็นพ้องกันแล้วว่าจีดีพีของประเทศไทยในปี 2552 นี้ จะติดลบไปใกล้ 4% จริงๆ
ในการแก้วิกฤติทางเศรษฐกิจขณะนี้นั้นได้มีนักเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลักบางคนเสนอให้เปลี่ยนมุมมองในการแก้ไขวิกฤติใหม่ กล่าวคือแทนที่จะทุ่มเทหาทางพยุงให้จีดีพีเติบโตขึ้นสวนกระแส แต่ให้รับความจริงแล้วหาทางปรับแก้ประคับประคองให้คนทั้งประเทศพออยู่ได้จนกว่าจะผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจของโลก
วิธีคิดเช่นนี้เหมาะกับประเทศกำลังพัฒนา เช่นประเทศเรา โดยคนบางกลุ่มอาจจะต้องประสบความยากลำบากในการดำรงชีวิตบ้าง แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศก็จะอยู่รอด หากจะทุ่มเทเพื่อหาทางเพิ่มจีดีพีทุกวิถีทางพลาดพลั้งจะพากันล่มสลายไปทั้งประเทศ ถึงขนาดจะซื้อข้าวสารถุงหนึ่งต้องขนเงินไปซื้อ 1 กระสอบ เหมือนกับที่เกิดขึ้นในหลายประเทศมาแล้ว
คนที่รับผิดชอบน่าจะลองเปลี่ยนแนวคิดดู
นายหนูใหญ่
[email protected]



