
ข้อคิดว่าด้วยเรื่องการปฏิรูปการเมือง-การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ประการที่หนึ่ง การปฏิรูปการเมืองนั้นกินความกว้างกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นหากต้องการจะปฏิรูปอย่างจริงจัง จะต้องมีเค้าโครงที่ชัดเจนว่าการปฏิรูปทางการเมืองนั้นจะเกี่ยวกันกับมิติใดบ้าง ส่วนไหนอยู่ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนไหนไม่อยู่ในเรื่องอื่นๆ
ประการที่สอง ในส่วนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ซึ่งคาบโยงเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมืองในภาพรวมอย่างแน่นอน) จะต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนในเรื่องสำคัญสองประการ
หนึ่งคือ เนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่จะต้องการแก้ ซึ่งในแง่นี้อาจไม่จำเป็นจะต้องระบุชี้ชัดลงไปในรายละเอียด แต่ควรจะมีข้อตกลงร่วมกันโดยภาพรวม อย่างน้อยในขั้นที่อธิบายได้ว่าทำไมต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ
สองคือ กระบวนการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ค่อยมีการพูดถึง เป็นเรื่องที่สร้างปัญหาให้เกิดขึ้นในสังคม
ทั้งนี้เนื่องจากจะว่าไปแล้วสังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่สามารถจะพูดถึงเนื้อหาของรัฐธรรมนูญได้ทุกวัน ในความหมายที่ว่ามีคนพร้อมที่จะผลิตเนื้อหาลงไปในรัฐธรรมนูญได้ทุกวัน
แต่ปัญหาใหญ่กลับอยู่ที่การตั้งคำถามว่าที่มาของรัฐธรรมนูญนั้นเป็นที่ยอมรับของคนทุกฝ่ายหรือไม่ ซึ่งจะว่าอีกอย่างก็คือ สถานการณ์ในวันนี้นั้น เนื้อหาและกระบวนการของรัฐธรรมนูญเป็นที่ถูกกล่าวถึงและตั้งคำถามโดยตลอด
โดยเฉพาะเราจะเห็นว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นมีความสำคัญยิ่งต่อเนื้อหาที่จะตามมาในรัฐธรรมนูญ และเรื่องที่น่าสนใจเพิ่มเติมก็คือ บรรดา "ผู้หลักผู้ใหญ่" ที่ได้รับการทาบทามให้เขามาแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น กลับพยายามชิ่งไม่รับหน้าเสื่อป็นเจ้าภาพการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอย่างมาก
เรื่องที่ต้องสังเกตเพิ่มเติมก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้รับการยอมรับนั้นจะมีลักษณะสำคัญคือไม่เป็นการแก้ไขในลักษณะที่ผู้เล่นกำหนดกติกาเอง แต่จะต้องมีองค์กรที่มาจากประชาชนในการมีส่วนร่วมกำหนดกติกานั้นๆ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องเกิดขึ้นในบริบททางการเมือง ไม่ใช่การทำลายทิ้งทั้งฉบับด้วยอำนาจที่อยู่นอกรัฐธรรมนูญ
การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจึงแตกต่างจากการแก้ไขมาตราใดมาตราหนึ่ง เพราะการแก้ทั้งฉบับเป็นการปรับรื้อโครงสร้างของรัฐธรรมนูญใหม่ ดังนั้นจึงต้องถามคำถามว่าระยะเปลี่ยนผ่านของรัฐธรรมนูญฉบับที่มีกับฉบับหน้าคืออะไร
กระบวนการของการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับ 40 จึงสำคัญ เพราะแม้ว่าจะไม่ได้มาจากประชามติโดยตรง แต่ตัวผู้ร่างนั้นมาจากประชาชนโดยตรง และก่อนมีการประกาศใช้ก็มีการขอฉันทามติจากสภาผู้แทนราษฎรเสียก่อน
ส่วนเรื่องของเนื้อหานั้น เราไม่ควรจะกำหนดไว้ก่อนว่าควรเอาฉบับไหน เพราะว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านมานั้น "ไล่ไม่ทัน" กับพฤติกรรมการเรียนรู้ของสถาบันทางการเมือง โดยเฉพาะนักการเมืองที่มักจะทุ่มเทความสนใจในการก้าวข้ามข้อกำหนดของการเมืองมากกว่าที่จะยอมทำกฎระเบียบที่มีอยู่ และในการเขียนรัฐธรรมนูญนั้น ก็ไม่ควรเน้นที่จะเขียนไปในทางเดียวคือเรื่องของการจัดการคุณสมบัตินักการเมือง ทั้งที่ยังมีเนื้อหาสาระอีกมากมายที่ควรระบุลงไปในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้ประชาชนได้รับอันตรายจากการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงนี้กล่าวได้ว่าเนื้อหานั้นควรจะมาจากกระบวนการที่ถูกต้องเสียก่อน อย่าเพิ่งตั้งธงเรื่องเนื้อหาไว้ก่อน
ในประการสุดท้าย ในเมื่อกระบวนการของการร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีความสำคัญในการกำหนดเนื้อหารัฐธรรมนูญ ผมขอเสนอว่าไม่ควรให้นักวิชาการหรือตัวแทนอื่นๆ ที่เคยร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่ 40 และ 50 เข้ามามีบทบาทในการยกร่างใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และทำให้คนเหล่านี้กลายเป็นเสียงสะท้อนจากวงนอกที่มีความสำคัญที่คอยติดตามการร่างรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง



