คอลัมนิสต์

"กลุ่มนิติราษฎร์"อาจเป็นได้แค่"กลุ่มนิติบริกร"

"กลุ่มนิติราษฎร์"อาจเป็นได้แค่"กลุ่มนิติบริกร"

23 ก.ย. 2554

"กลุ่มนิติราษฎร์"อาจเป็นได้แค่"กลุ่มนิติบริกร" : กระดานความคิด โดย นายวอร์ http://www.oknation.net/blog/alive

          ผมอ่านแถลงการณ์ของกลุ่มคณะนิติราษฎร์ ในโอกาสครบรอบการก่อตั้ง 1 ปี ก็รู้สึกตงิดๆ หัวใจแบบแปลกๆ ความรู้สึกอย่างแรกกับชื่อของคณะเหล่านี้ ที่ชื่อของกลุ่มมีนัยสำคัญแปลกๆ อย่างที่หลายคนก็คิด เพราะดูจะเจตนาตั้งพ้องเสียงให้คล้ายกับ "คณะราษฎร์" เมื่อครั้ง พ.ศ.2475 เพียงแต่ขมวดชื่อของขนาดกลุ่มให้เล็กลงมาเป็นคณะนิติราษฎร์ เพื่อให้ชัดถ้อยความว่า เกิดจากกลุ่มราษฎร์ที่ประกอบด้วยนักกฎหมาย (เพียงไม่กี่คน)

           พ้องชื่อก็พอทำเนา แต่พอได้อ่านแถลงการณ์ก็ชัดว่า กลุ่มนี้ดันพยายามจะ "พ้องเจตนารมณ์" ด้วย เพราะสาระที่ปรากฏในคำแถลงการณ์โดยเฉพาะเจตนารมณ์ในอันจะมุ่งล้มล้างและยกเลิกกฎหมายแบบคนทั้งประเทศต้องยอมตามนักกฎหมายเพียงไม่กี่คน และในไม่กี่คนนี้ (ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะเป็นตัวแทนของนักกฎหมายที่มีหลายหมื่นคนในประเทศได้) ดันไปเหมือนเมื่อครั้งคณะราษฎร์ 2475 โดยเฉพาะการลดทอนอำนาจสถาบันให้เพียงเป็นแค่สัญลักษณ์ และอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเข้มงวด

           กลุ่มคณะราษฎร์ 2475 นั้น มีแนวคิดในการพยายามสร้างรัฐไทยในรูปแบบใหม่ สุดท้ายก็ปฏิวัติประเทศ ประชาธิปไตยแบบเผด็จการทหาร นับแต่ พ.ศ.2475 ได้พัฒนากลายเป็น "เผด็จการนักธุรกิจการเมือง" ที่เปลี่ยนมาใช้เงิน อำนาจ และลาภสักการะ แทนอาวุธปืน ยิ่งทำให้ประเทศก้าวสู่ยุคที่เลวร้ายกว่ามาก เพราะระบบคุณธรรม จริยธรรม ทั้งหน่วยงานราษฎร์ และรัฐ ประสบความล้มเหลว มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง คอรัปชั่น และฉกฉวยประโยชน์ของชาติบ้านเมืองไปเป็นของตนและพวกพ้อง และมากด้วยกิเลสตัณหาแทบทุกองค์กร อย่างไม่เคยปรากฏ

           กลุ่มนิติราษฎร์เกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะเห็นและเข้าใจว่า ระบบอำมาตย์ยังมีฤทธิ์อำนาจ และสร้างปัญหาให้แก่ระบบ "กังฉินนิยม" นั่นทำให้กระบวนการนี้ จึงได้ทำการตอกย้ำ นำแนวคิดเดิม มาเสริมเติมใหม่ ผ่านความพยายามในการแก้ไขกฎหมายเพื่อลบล้างความผิดให้แก่เพียงบางคน บางกลุ่มที่ตนเองสนับสนุน โดยอ้างเหตุรัฐประหาร มาเป็นแพะ ราวกับว่า พวกเขานั้นไม่เคยผันผ่านกระบวนการ ปฏิวัติ ปฎิรูปมาเลยในชีวิต

           ตัวอย่างในแถลงการณ์ข้อหนึ่งที่ระบุว่า

           “1.ประกาศให้รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการกระทำใดๆ ที่มุ่งต่อผลในทางกฎหมายของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2549 เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย”

           ข้อนี้อ่านแล้วก็ “อ๋อ” เพราะพวกเล่นจะให้ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิมเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น ดังนั้น คุณทักษิณ วันนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องกลับสู่อดีตอันหอมหวาน แค่เพียงแค่ใช้นักกฎหมายพร้อมให้บริการเพียงไม่กี่คน และแรงสนับสนุนจากรัฐบาล คนเสื้อแดง และปรับแต่งเทคนิค (ประชามติ) นิดหน่อย

           หรือแม้แต่ กระบวนการที่จะพยายามทำให้มาตรา 112 กลายเป็นเพียงกฎหมายหมิ่นประมาทธรรมดา ก็คงส่อให้เห็นถึงอุดมการณ์ได้แล้วว่า เจตนาอะไร และคิดเพื่ออะไร คนกลุ่มนี้ ต้องการล้มและไม่ต้องการให้มีองคมนตรีอีกต่อไป ซึ่งก็สอดคล้องกับกลุ่มเสื้อแดง ทักษิณ และพวกพ้องที่จงเกลียดจงชัง องคมนตรี

           ทั้งที่รู้ดีว่า ภายในกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น การแต่งตั้งองคมนตรี เป็นพระราชอำนาจโดยตรง และเป็นพระราชวินิจฉัย เป็นสิทธิเสรีภาพโดยพระองค์ที่รัฐบาลใดก็ยังไม่อาจก้าวล่วง แต่กลุ่มนักกฎหมายเหล่านี้กลับมองผ่านแนวคิดในเรื่อง ขัตติยประเพณี วิถีรากเหง้า ที่มีมานับหลายร้อยปี และมองข้ามความอ่อนไหวของสังคมไทยที่ผูกพันกับระบอบนี้มาแต่อ้อนแต่ออก

           เดิมที ผมก็ยังคงมีแนวคิดว่า นักกฎหมายกลุ่มนี้ อาจมีแนวคิดไปในทางที่เป็นสากล และอาจมีมุมมองแบบคนรุ่นใหม่ที่มุ่งเน้นที่ตัวบทกฎหมายและเจตนารมณ์กฎหมายที่จะต้องบังคับใช้ได้กับทุกคนทุกระดับแบบ นิติรัฐ แต่วันนี้ผมไม่แปลกใจแล้ว และรู้สึกโล่งใจ เพราะเห็นแถลงการณ์นี้ก็ชัดเจนว่า นี่ก็เป็นแค่อีกแนวรบของพลพรรคเสื้อแดง ที่ต่างแยกกันทำหน้าที่กัน เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายอันสำคัญ

           ก่อนหน้านี้ข่าวลือเกี่ยวกับ “รัฐไทยใหม่” อาจฟังแล้วเฉยๆ แต่เมื่อเห็น แนวทางการแก้ไขและยกเลิกกฎหมายของคนกลุ่มนี้แล้ว ผมเชื่อว่า “รัฐไทยใหม่” น่ากลัวจริงๆ