คอลัมนิสต์

นิติธรรมของใครเพื่อใคร?

นิติธรรมของใครเพื่อใคร?

16 ก.ย. 2554

นิติธรรมของใครเพื่อใคร? : ขยายปมร้อน โดย ศรุติ ศรุตา

          พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ยืนยันว่า ที่ตั้งคณะกรรมการอิสระว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติ โดยมี อุกฤษ มงคลนาวิน อดีตประธานวุฒิสภา เป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้ จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับศาล แต่เพื่อให้มาดูเรื่องสองมาตรฐาน

           แต่คำยืนยันเช่นนี้ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ที่เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของรัฐบาลคลายความกังวล

           แม้แต่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ที่จบดอกเตอร์ด้านกฎหมาย ก็ยังชี้แจงถึงเหตุผลของการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ไม่ชัดเจน เพียงแต่บอกว่า รัฐบาลนี้เห็นว่าถึงเวลาที่จะต้องปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามกาลเวลา

           โดยเฉพาะ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่แสดงความเป็นห่วงว่า ในแง่ของการปฏิรูปกฎหมาย ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมนั้น มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญทำหน้าที่อยู่แล้ว

           คำถามจึงมีอยู่ว่า รัฐบาลตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร

           เพราะหากดูจากเรื่องร้อนๆ ในขณะนี้ กฎหมายที่น่าจะ "ล้าหลัง" ก็น่าจะเป็นกฎหมายธนาคารแห่งประเทศไทย ที่กลายเป็นอุปสรรคต่อการตั้งกองทุนมั่งคั่ง ที่รัฐมนตรีคลังพยายามจะทำให้ได้

           หรือไม่ก็กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ที่กำหนดให้การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นไปตามมติของที่ประชุมไตรภาคี ซึ่งอุปสรรคนี้ยิ่งใหญ่และเป็นคำถามกวนใจพรรคเพื่อไทยอยู่ตลอดเวลา

           หรือจะเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ชุมนุมทั้งหลาย รวมทั้ง ทักษิณ ชินวัตร แต่กรณีนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ก็บอกแล้วว่า จะไม่ทำ

           หรือว่าจะเป็นเรื่องใหญ่สุด เตรียมแผนแก้รัฐธรรมนูญที่ว่ากันว่า ปลายปี หรืออีกไม่กี่เดือนก็จะถึงนี้

           หรือจะมาปฏิรูประบบ-กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เป็นระบบที่ยุติธรรมตามแนวคิดของทักษิณ ในก่อนหน้านี้ ที่เขาเชื่อว่า มีการยุติความเป็นธรรมจนทำให้เขาถูกพิพากษาจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา

           ถามว่าจะปฏิรูปแบบไหน จะปรับปรุงอย่างไร?

           ใช่เปลี่ยนไปเป็นรูปแบบระบบลูกขุนเหมือนอย่างที่อังกฤษและอเมริกาใช้หรือไม่

           แต่ถ้ามาปรับเปลี่ยนไปในแนวทางนี้ มันก็น่าคิดว่า คนที่จบจากฝรั่งเศส-เยอรมัน ถึงได้เปลี่ยนแปลงแนวทางได้ขนาดนี้

           หรือเป็นเพราะ "กาลเวลา" อย่างที่ ร.ต.อ.เฉลิม ยกมาเป็นเหตุในการปฏิรูปกฎหมาย

           เมื่อยังไม่มีความชัดเจน ก็ต้องรอดูว่า เมื่อเริ่มทำงานแล้ว คณะกรรมการชุดนี้จะมีขั้น

          ตอนกระบวนการอย่างไร โปร่งใส เปิดให้ประชาชนได้ตรวจสอบหรือไม่

           แต่ในความเป็นจริงแล้ว สำหรับ อุกฤษ มงคลนาวิน นั้น ก็ถือได้ว่า เป็นหนึ่งในครูใหญ่ด้านนิติศาสตร์ที่ประเทศไทยมีอยู่ไม่กี่คน

           เขามีสายสัมพันธ์อันดีกับ วิษณุ เครืองาม อดีตเลขาฯ ครม. ที่เคยระบุในงานเขียนว่า ซาบซึ้งบุญคุณของ อุกฤษ เมื่อครั้งเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ และในยุคนั้น วิษณุ ได้ทุนไปเรียนต่อที่เบิร์กเลย์

           การก้าวเข้ามาครั้งนี้ จึงน่าจับตาว่า สายสัมพันธ์จุฬาฯ หรือ "จุฬาฯ คอนเนกชั่น" จะกลับมาผงาดอีกครั้งหรือไม่

           เพราะจะว่าไปแล้ว ตอนนี้ ธงทอง จันทรางศุ ก็เข้ามาช่วยงานรัฐบาลนี้แล้ว ในฐานะกรรมการตรวจสอบฎีกาของคนเสื้อแดง

           จะเหลือก็เพียงแค่ วิษณุ เครืองาม และ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

           ถึงแม้ว่า อุกฤษ จะออกแถลงการณ์ ซึ่งถือเป็นเสมือน "คำสัญญา" เอาไว้ 10 ข้อ ยืนยันจะเป็นอิสระ ไม่เกี่ยวข้องกับคดีความของทักษิณ หรือเรื่องนิรโทษกรรมที่ภาคประชาชนทำอยู่แล้ว และมุ่งที่ให้เกิดผลลัพธ์ที่ว่า "กฎหมายและการกระทำที่ชอบด้วยหลักนิติธรรม"

           แต่ในเรื่องของหลักนิติธรรมนั้น ก็มีบัญญัติไว้ในมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

           และเมื่อคนในประเทศที่ออกมาเรียกร้องทางการเมือง ต่างก็อ้างว่า พวกตนเดินไปในแนวของหลักนิติธรรม ทั้งที่บางครั้งการเคลื่อนไหวเหล่านั้นสร้างความเดือดร้อน และละเมิดสิทธิของผู้อื่น

           ขณะเดียวกัน การพิจารณาคดีความของศาลเองก็ยืนหยัดตั้งมั่นมาตลอดว่า เป็นไปตามหลักนิติธรรม

           เมื่อเป็นเช่นนี้ ถึงแม้ว่า อุกฤษ มงคลนาวิน จะออกแถลงการณ์เพื่อแสดงให้เห็นถึงหลักการ ความมุ่งมั่นของตนเอง แต่คงไม่อาจลบล้างความเคลือบแคลงใจของผู้คนในสังคม ที่มองว่า ถึงอย่างไรคณะกรรมการชุดนี้ ที่มีชื่อย่อว่า คอนธ.นั้น จะไม่มีเยื่อใยที่โยงใยไปถึงเป้าหมายของพรรคเพื่อไทย และเป้าหมายของทักษิณ

           เมื่อฝ่ายหนึ่งรังเกียจรัฐธรรมนูญปี 2550 อย่างไร ผลผลิตที่ผู้คนอีกฝ่ายเชื่อว่า ทักษิณอยู่เบื้องหลัง ก็จะมีคนที่รู้สึกไปในลักษณะเดียวกัน

           สุดท้ายแล้วมันก็น่าเป็นห่วงว่า การให้แนวทางไปสู่หลักนิติธรรม ก็จะถูกมองในภาพที่ไม่ต่างจากวันนี้