คอลัมนิสต์

 วิกฤติน้ำ

วิกฤติน้ำ

14 ก.ย. 2554

วิกฤติน้ำ : บทบรรณาธิการ

         ปีนี้ประเทศไทยพบกับอุทกภัยอย่างหนักในทั่วทุกภาค เป็นสถานการณ์วิกฤติอีกครั้งที่ชาวบ้านหลายต่อหลายครอบครัวต้องเสียชีวิต ล้มละลาย สิ้นเนื้อประดาตัว พืชสวนไร่นา ข้าวในนาเก็บเกี่ยวไม่ได้ต้องจมอยู่ใต้กระแสน้ำ ความบอบช้ำของชาวนาปีแล้วปีเล่า ได้สร้างสมหนี้สินจนหมุนเงินใช้จ่ายไม่ทัน เมื่อครบปีฤดูน้ำก็มาอีก เป็นวัฏจักรต่อเนื่องกัน ความช่วยเหลือของรัฐบาลเป็นเพียงการต่อลมหายใจชั่วครั้งชั่วคราว วงจรของเงินกู้นอกระบบจึงเกิดขึ้นและกลายเป็นที่พึ่งของชาวบ้านในสภาวะไร้ทางออก

          ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน นโยบายส่วนใหญ่เน้นการช่วยเหลือ ในรูปของเงินบ้าง เมล็ดพันธุ์บ้าง แต่ก็ไม่มากนักเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน แผนป้องกันน้ำยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการรับมือน้ำมากกว่าการป้องกันจากต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริง

          การตัดไม้ รุกป่าต้นน้ำของชาวบ้านและกลุ่มนายทุน มีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้บางส่วนมีผลประโยชน์แฝง บางส่วนจริงจังแต่กำลังไม่เพียงพอในการดูแล นายทุน นักการเมืองร่วมกันใช้อิทธิพลเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ การตัดไม้ทำลายป่าก็เหมือนกับการสร้างหายนะผ่อนส่ง เมื่อไม่มีป่าก็ไม่มีอะไรหยุดน้ำ ป่าสมบูรณ์ในประเทศเหลืออยู่ไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ พื้นที่ป่าเขาถูกทำลายและกลายมาเป็นที่พัก  รีสอร์ทของผู้มีอิทธิพล โดยไม่คำนึงถึงความเสียหาย

          หลายพื้นที่ทั่วประเทศล้วนประสบเหตุอย่างน่าสลด ผู้คนล้มตายจากสภาพดินถล่ม น้ำพัดสูญหาย ถนนหนทางถูกตัดขาดได้รับความเสียหายมากมาย หลังจากน้ำลดก็จะเห็นนักการเมืองพูดกันถึงแต่งบประมาณฟื้นฟู ที่จะลงไปช่วยเหลือ เงินเหล่านี้มีส่วนยึดโยงกับการหาเสียง เลี้ยงดูพวกพ้องผ่านงบซ่อมแซมพื้นที่เสียหายในลักษณะต่างๆ กันไป

          เหตุเศร้าสลดจากน้ำทุกๆ ปี สะท้อนว่ารัฐบาลยังไม่มีนโยบายจริงจังกับความเสียหายทางธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมที่ถูกรุกจากผู้มีอิทธิพล และเงินจากการทำลายป่าบางส่วนกลับไหลเข้าสู่วงจรการเมือง วันนี้ปัญหาเกี่ยวกับน้ำ ต้องนำเข้าสู่วาระแห่งชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายร่วมกับกรมป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการด้านเกษตร นักธรณีวิทยา เหล่านี้ล้วนต้องมีส่วนในการกำหนดนโยบายเชิงป้องกัน เพราะอย่างน้อยกระบวนการแก้ปัญหาไม่ใช่ใครเพียงคนเดียวหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ทุกฝ่ายต้องร่วมมือเพื่อวางแนวทางป้องกันไม่ให้วิกฤติน้ำเกิดขึ้นซ้ำซาก ที่สำคัญนโยบายของรัฐบาลต้องชัดเจนจริงจังและเริ่มทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้