คอลัมนิสต์

เลือด'ยิ่งลักษณ์'ย่อมข้นกว่าน้ำ

เลือด'ยิ่งลักษณ์'ย่อมข้นกว่าน้ำ

13 ก.ย. 2554

เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ : ขยายปมร้อน โดย ศรุติ ศรุตา

           การบริหารจัดการภายในพรรคเพื่อไทย แบบเล็กๆ แต่ส่งผลถึงการทำงานของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้หลังจากที่ปล่อยให้อะไรต่อมิอะไรเลื่อนไหลไปตามธรรมชาติ แล้วผลกระทบด้านลบต่อ ยิ่งลักษณ์ ค่อยๆ ก่อตัวจวนเจียนจะเป็นมรสุม

            เพราะจะว่าไปแล้วในพรรคเพื่อไทย หากแยกแยะรายละเอียดแบบไทยๆ ในเรื่อง "ความข้น" กันแล้ว มีคนอยู่ 2 ประเภท

            "เลือด" กับ "น้ำ"

            คงไม่ต้องสาธยายความว่า "เลือด" ที่ว่านั้นมีใครบ้าง

            เพราะต่างก็รู้กันอยู่ว่า "ชินวัตร" มีอยู่กี่คนในพรรค และถูกจัดวางตำแหน่งอย่างมีนัยต่อการขับเคลื่อนพรรค ทั้งโดย นิตินัย และพฤตินัย

            อีกส่วนก็คือส่วนที่เป็น "น้ำ" ก็คือ ผู้อยู่นอกตระกูล แต่มีบทบาททางการเมือง ทั้งคนเสื้อแดงยันรัฐมนตรี

            ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ที่บทบาท ฤทธิ์เดชตอนนี้เหลือกำลัง นั่นก็ใช่ !

            ปัญหาก็คือ ฝ่ายหนึ่งกำลังมองว่า การเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้าย ยันเรื่อง ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา เอาทักษิณ กลับมา น่าจะออกไปในแนว "ล่อเป้า" หรือ "แกว่งเท้าหาเสี้ยน" เสียมากกว่าการปล่อยให้เรื่องราวค่อยๆ ดำเนินไปตามวิถีของมัน

            ประเภทที่ปากคอเราะร้ายใส่ข้าราชการประจำจนตอนนี้ ยิ่งลักษณ์ โดนหางเลข เพราะ ถวิล เปลี่ยนศรี ที่ถูกเด้งจาก เลขาฯ สมช. กำลังเดินสู่กระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น ที่ใครก็รู้ว่า หาก ถวิล ชนะ ขั้นตอนต่อไปจะอย่างไร ปลายทางอยู่ที่ไหน

            ที่สำคัญ สภาพของ ยิ่งลักษณ์ ในวันนั้นจะเป็นอย่างไร ?

            ทั้งหมดจึงเป็นที่มาของความพยายามที่จะแก้ไขปัญหา เพื่อป้องกันน้องสาวที่ก้าวกระโดดมาเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยเวลาแค่ 49 วัน

            ซึ่งก็ไม่แปลก คนที่สอบพาสชั้นจากโรงเรียนอนุบาลแล้วได้ใบปริญญาเอก มันก็ต้องมีอะไรต่อมิอะไรเป็นเครื่องมือเข้าช่วยเร่งการเจริญเติบโต และป้องกันกระดูกอ่อนในยามกระทบกระทั่งกับพวกเขี้ยวลากดิน

            นั่นคือบทสรุปของ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์, สมชาย วงศ์สวัสดิ์, พายัพ ชินวัตร และยงยุทธ ติยะไพรัช !

            หลังจากได้บทสรุป ก็ตกผลึกออกมาว่า จะต้องมีคณะทำงานสืบค้น ติดตามพฤติกรรมรัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี รวมทั้งที่ปรึกษารัฐมนตรี เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าจะย้อนกลับมาหาน้องสาวที่ยังอ่อนต่อเวทีการเมือง

            เรื่องเช่นนี้หากพลาดพลั้งไป ในยามที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดเวทีซักฟอก ที่ยิ่งลักษณ์ไม่อาจตีชิ่งให้รองนายกฯ ชี้แจงแทนได้ สภาพคงดูไม่จืด

            ใครก็รู้ว่า "ทรัพย์สิน" ของประชาธิปัตย์ ที่พอจะเทียบเคียงกับ "สินทรัพย์" ของทักษิณ นั่นก็คือการ "อภิปราย" ในสภา

            ผลการสืบค้น ตรวจสอบ ติดตามพฤติกรรมรัฐมนตรีเพื่อไทย ก็จะเป็นส่วนสำคัญที่จะนำไปสู่การพิจารณาผลงานของรัฐมนตรี

            เพื่อที่จะนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ครม.ยิ่งลักษณ์ ที่คาดว่าจะมีขึ้นราวเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า

            ว่ากันว่า ปรับครม.ครั้งแรกของ ยิ่งลักษณ์ จะพิสูจน์ได้ว่าในที่สุดแล้ว "เลือด" ข้นกว่าน้ำ หรือ "น้ำ" เข้มกว่าเลือด

            เพราะจะว่าไปแล้ว หากดูถึงความกระตือรือร้นในการช่วยเหลือ ทักษิณ ก็ไม่ได้เห็นว่า "เลือด" จะข้นกว่า "น้ำ" ที่ตรงไหน

            เอาง่ายๆ แค่เข้าชื่อเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ก็ยังหาคนตระกูลชินวัตรที่สนิทชิดเชื้อไม่ได้เลย

             คนไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่พี่น้อง กลับออกโรงเคลื่อนไหวตั้งแต่ยังไม่รู้ทิศ รู้ทาง ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า ข้อกฎหมายเขาว่ากันอย่างไรบ้าง

             แต่หากมองในแง่มวลชนคนรักทักษิณ ถ้าไม่ทำอะไรให้บ้าง ก็คงจะนอนไม่หลับ เพราะคนรักกันเขาไม่ทิ้งกัน

             ถ้ามองแบบ "ใจเขาใจเรา" ก็น่าจะเข้าอกเข้าใจ ทักษิณ ที่เจอกับปรากฏการณ์นี้

             แต่การเข้ามาใกล้เกินไปก็เกิดผลกระทบต่อน้องสาว ครั้นไม่ทำอะไรเลย ก็ไม่รู้ว่า จะต้องอยู่ที่ประเทศนั้นประเทศนี้อีกต่อไปนานแค่ไหน

             แต่สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมมีทั้งด้านลบและด้านบวกเสมอ

             กระบวนการป้องกันยิ่งลักษณ์ จึงต้องถูกขับเคลื่อนให้เร็วที่สุด

             หาไม่แล้ว กำหนดว่าจะอยู่ยาวๆ สัก 3 ปี ค่อยยุบสภา ก็คงทำไม่ได้อย่างที่วาดฝัน

             เพราะวันนี้ แค่ 3 เดือนก็ให้ผ่านไปได้เสียก่อน