
ฝันร้ายต้องไม่หวนคืน
ฝันร้ายต้องไม่หวนคืน : บทบรรณาธิการ
ประหนึ่งว่า เมื่อสิ้นเสียงประกาศเผด็จศึกยาเสพติดให้สิ้นซากภายใน 3 เดือน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเริ่มต้นลงมือปราบปรามอย่างเด็ดขาด นับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2546 แล้ว เสียงปืนนัดแรกของการประหัตประหารก็แผดก้องขึ้นทันที นโยบาย "เด็ดขาด-เหี้ยมเกรียม" ดังที่ พ.ต.ท.ทักษิณบอกไว้ว่า "ถ้าจะมีผู้ค้ายาเสพติดตายไปบ้าง ก็เป็นเรื่องปกติ" นั้น เชื่อกันว่า เปรียบเสมือนใบสั่งให้เกิดการฆาตกรรมและวิสามัญฆาตกรรม ซึ่งนับรวมแล้ว มีคดีที่เกี่ยวเนื่องกับยาเสพติดในห้วงนั้นเกิดขึ้นถึง 2,400 คดี มีผู้เสียชีวิต 2,838 ศพ นั่นคือฝันรายที่ตามหลอกหลอนคนไทยมาจนถึงทุกวันนี้
ครั้นเมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ประกาศให้นโยบายปราบปรามยาเสพติดเป็น "วาระแห่งชาติ" แม้จะแตกต่างกันในรายละเอียดอยู่บ้าง และไม่มีน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมเด็ดขาด เช่น พ.ต.ท.ทักษิณ ดังที่บอกว่า จะดำเนินการอย่างที่เคยทำมาสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ 6 ประการคือ 1.ยึดพื้นที่เป็นฐาน เพื่อแบ่งกันดูแลสอดส่อง 2.มอบบทบาทความรับผิดชอบร่วม 3.เชื่อมระบบข้อมูลผู้ค้าและกลุ่มเสี่ยงจากอำเภอและจังหวัดมายังส่วนกลาง 4.แยกกลุ่มผู้เสพที่บำบัดได้ 3 แสนราย 5.กำหนดกลไกการทำงานของศูนย์อำนวยการที่สั่งการไปยังภูมิภาค และ 6.มีเจ้าภาพที่ชัดเจน แต่ทว่า การขีดเส้นหรือวางเป้าหมายเอาไว้ว่า จะต้องลดปัญหายาเสพติดให้ได้ภายใน เวลา 1 ปี หรืออย่างน้อยต้องลดความรุนแรงลง 80 เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นที่หวั่นเกรงว่า จะเดินย่ำซ้ำรอยเดิม ทำให้เกิดการฆ่าฟันกันขึ้นทุกหัวระแหงและเอิกเกริก ทั้งฆ่าตัดตอน ทั้งวิสามัญฆาตกรรม
อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลตอกย้ำว่า จะใช้แผนบูรณาการแก้ไขปัญหา โดยให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทำงานอย่างเป็นระบบ อย่างที่ได้มอบหมายไปแล้วทั้ง 6 ข้อ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายจะต้องเอาใจใส่ต่อการลงมือปฏิบัติในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องให้ความสำคัญกับ "ทุกคดี" ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างจริงจังโปร่งใส
แน่นอนว่า นโยบายหลายอย่างจะต้องกำหนดระยะเวลาดำเนินการ และมีเป้าหมายสูงสุดที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ลงมือปฏิบัติซึ่งเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนผลักดันให้ถึงเป้าหมายนั้น หากแต่นโยบายปราบปรามหรือลดปัญหายาเสพติดเป็นงานทางด้านสังคมที่มีความละเอียดอ่อนซับซ้อน มีกลุ่มอิทธิพลและผลประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้องจนเป็นโครงข่ายโยงใย ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาและแผนงานการชำระสะสางอย่างรัดกุมรอบคอบเพียงพอ ที่สำคัญที่สุดก็คือ รัฐบาลจะต้องเน้นบำบัดผู้หลงผิด และลงโทษผู้ค้ายาเสพติด ตามหลักนิติรัฐอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ต้องรับเคราะห์แม้แต่คนเดียว



