
'รถยิ้ม'สร้างสันติสุขในพื้นที่สีแดง
'รถยิ้ม'สร้างสันติสุขในพื้นที่สีแดง : ตะลุยกองทัพ โดย สุพิชฌาย์ รัตนะ
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมามีนโยบาย และแนวทาง รวมถึงการทุ่มสรรพกำลังจากหน่วยต่างๆ ลงสู่พื้นที่ชายแดนภาคใต้เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความสงบ พร้อมกับการสถาปนาสันติสุขให้ปรากฏอย่างยั่งยืนอีกครั้ง ทว่าภารกิจครั้งแล้วครั้งเล่ากลับดูเสมือนยังไม่สามารถสยบความรุนแรงบนแผ่นดินปลายด้ามขวานได้ กลับกันบางแนวทางก็ถูกฝ่ายก่อเหตุหยิบยกเอาไปเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทำลายภาพความน่าเชื่อถือของเจ้าหน้าที่รัฐ
กระนั้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังคงอุณหภูมิอันร้อนแรง เจ้าหน้าที่บ้านเหมือนกลับไม่ลดละที่จะเดินหน้าแก้ไขปัญหา และเติมเต็มรอยยิ้มให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ เฉกเช่นในพื้นที่เขต “อ.บาเจาะ” และ “อ.ยี่งอ” ได้ชื่อว่าจุดที่แนวร่วมกลุ่มสำคัญมีการเคลื่อนไหวรุนแรง เนื่องด้วยจากสภาพภูมิศาสตร์ติดกับเทือกเขาบูโด จึงเอื้อให้ผู้ก่อความไม่สงบหลบหลีกการติดตามจับกุมของเจ้าหน้าที่หลังก่อความรุนแรงได้ง่ายกว่าพื้นที่อื่นๆ
โดยเฉพาะในเขต อ.บาเจาะ พื้นที่บางส่วนถูกจำกัดความในสายตาฝ่ายความมั่นคงให้เป็นพื้นที่ “สีแดงจัด” ดังนั้น “หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 32” ซึ่งเป็นผู้ดูแลพื้นที่แห่งนี้ จำเป็นต้องใช้ “ไม้เด็ด” ในการ “พิชิตใจชาวบ้าน” ชิง “มวลชน” เพื่อร่วมกันขจัดแนวร่วมที่แฝงตัวออกจากพื้นที่
แม้สภาพของพื้นที่ผนวกกับการได้ชื่อว่าเป็นเขตเคลื่อนไหวรุนแรงของแกนนำสำคัญ แต่สิ่งที่ “ฉก.นราธิวาส 32” งัดเข้าสู้ นั่นคือ ภารกิจ "สร้างยิ้ม” โดยมี “สารถีสีชมพู” เป็นเครื่องมือในการเดินหน้าเข้าหาประชาชนทุกตารางนิ้วของเขต อ.บาเจาะ และยี่งอ
จากห้วงเวลาไม่ถึงขวบปี วันนี้รถคันใหญ่สีชมพู ที่บรรทุกเด็กๆ ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มวิ่งผ่านเส้นทางไป-มาทุกหมู่บ้าน ที่ใครต่อใครในพื้นที่เรียกขานจนติดปากว่า "รถยิ้ม" ได้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่ช่วยปรับท่าทีอันดุดันของเหล่านายทหารให้ดูสุภาพอ่อนโยนลงจนชาวบ้านต่างเปิดประตูรับด้วยไมตรียิ่ง
น.ท.รัฐโรจน์ อภิรัชช์รัศมี ผู้บังคับกองพันหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 32 กองทัพเรือ ค่ายจุฬาภรณ์ เปิดเผยว่า ผลพวงและผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ตลอด 7 ปีที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้ว่าส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่อย่างเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งหากเป็นผู้ที่มาเยือนจากพื้นที่อื่นย่อมต้องแบกรับกับสภาวะความเคลือบแคลงและหวาดระแวงกันอยู่ระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่
ซึ่งการจะเข้าไปคลี่ปมปัญหาที่กัดกร่อนความรู้สึกของประชาชนนั้นคงไม่สามารถดำเนินการได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น แต่จำเป็นต้องอาศัยเวลาในระยะยาว โดยเฉพาะการเริ่มต้นสลายความหวาดระแวงนั้นซึ่งอาศัยยุทธศาสตร์ยิ้มแลกยิ้ม จึงเริ่มต้นด้วยการปรับลุคหรือภาพลักษณ์ของทหารเพื่อคลายความเคร่งขรึมหันมาเพิ่มความอ่อนโยนที่คงไว้ซึ่งความเข้มแข็งภายใน จึงกลายเป็นที่มาของการสร้าง “รถยิ้ม” เพื่อกระตุ้นรอยยิ้มจากผู้พบเห็น
สำหรับปฏิบัติการสร้างรอยยิ้มด้วย "รถยิ้ม" หรือ "รถสันติสุข" เริ่มต้นจากการนำรถบรรทุกหกล้อยานพาหนะที่ใช้ลำเลียงกำลังพลและขนส่งของ ฉก.32 นำมาปรับโฉมใหม่ด้วยงบประมาณจำนวนหนึ่งที่หน่วยฉก.32 พยายามเจียดมาเนรมิตรถบรรทุกสีเขียวเข้มธรรมดาของทหารที่ดูแข็งแรงบึกบึนเข้มงวด ให้กลายเป็นรถสีชมพูหวานทั้งคัน
ภายในรถติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารครบครัน แถมตกแต่งประดับด้วยลวดลายรอยยิ้มทั่วทั้งคันและที่สำคัญภายในยังเต็มไปด้วยสิ่งของนานาชนิดเสมือนเป็นกระเป๋าวิเศษของโดราเอมอนก็ไม่ปาน แต่เมื่อรถยิ้มคันนี้วิ่งไปทางไหนรับประกันได้เลยว่ามักจะเห็นรอยยิ้มของผู้พบเห็นปรากฏบนใบหน้าอยู่ด้วยเสมอ
“การสร้างรอยยิ้มต้องเริ่มจากเรายิ้มก่อนเพื่อหวังให้ผู้รับส่งยิ้มกลับมา เช่นเดียวกับรถยิ้มคันนี้ที่ไปไหนๆ ก็มีแต่ผู้มอบรอยยิ้มให้ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ชื่นชอบเป็นพิเศษเพราะนอกจากจะเป็นขวัญใจแล้วรถยิ้มคันนี้เป็นเหมือนกระเป๋าวิเศษที่บรรทุกทุกสิ่งที่เด็กต้องการ โดยเฉพาะขนมอร่อยนานาชนิดที่มักจะหยุดแจกจ่ายให้เด็กทั่วทุกพื้นที่”
น.ท.รัฐโรจน์กล่าวอีกว่า รถยิ้มเป็นหนึ่งในวิธีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ เพราะเชื่อว่าหากคนเราพบกันทักทายกันด้วยรอยยิ้มซึ่งเป็นภาษากายที่นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่มีโอกาสสานต่อความสัมพันธ์ไปสู่ภาษาใจที่ดีขึ้นนั่นเอง ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ที่ตรงใจ
สำหรับภารกิจรถยิ้มไม่ได้มีแค่สร้างรอยยิ้มเท่านั้น แต่ยังเป็นรถอเนกประสงค์ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะการทำหน้าที่เป็นนักประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเคลื่อนที่ไปยังชุมชนต่างๆ ได้เป็นอย่างดี หรือแม้กระทั่งการเข้าไปเป็นตัวกลางทำหน้าที่ช่วยประสานงานเจรจากรณีการปิดล้อมพื้นที่ตรวจค้นเหตุความไม่สงบ
“บ่อยครั้งที่รถยิ้มคันนี้ทำหน้าที่เป็นนักเจรจาในช่วงเวลาที่เคร่งเครียด ทั้งการลำเลียงนำครอบครัวผู้ต้องสงสัยที่อยู่ในภาวะเครียดมาช่วยเจรจาขอให้มอบตัวเพื่อลดความรุนแรง โดยอาศัยเครื่องขยายเสียงจากโทรโข่งที่ติดตั้งภายในรถ รวมถึงการช่วยงานจราจร การช่วยขนส่งเด็กนักเรียน หรือแม้กระทั่งช่วยภาวะน้ำท่วม” ผบ.ฉก.32 กล่าวด้วยรอยยิ้ม
ด้าน พ.จ.ท.ชัดเจน ช่วยเพ็ชร หรือที่เด็กๆ เรียกขานว่า “ลุงชัดเจน” ในฐานะผู้ดูแลภารกิจขับเคลื่อนยานพาหนะสีชมพู กล่าวว่า วันนี้รถยิ้มของเรากลายเป็นโลโก้ของ ฉก.32 ไปโดยปริยายเพราะไม่ว่าจะไปทางไหนก็มีแต่คนรู้จักรถยิ้ม โดยเฉพาะเด็กๆ ที่วิ่งกรูเข้ามาขอขึ้นรถและขนมทุกครั้งที่รถยิ้มจอดสนิทนิ่ง ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ไม่ง่ายสำหรับในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ “รถยิ้ม” ได้กลายเป็นดั่ง “น้ำเชื่อม” ที่หลอมเอาความรักระหว่างเด็กๆ กับผู้ปกครอง ญาติพี่น้อง ให้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองในการขับเคลื่อนภารกิจสร้างรอยยิ้มให้กลับมาปรากฏบนสองแก้มของทุกคนในภูมิภาคนี้อีกครั้ง
ร.อ.สุรชัย เบ้ารักษา นายทหารด้านการข่าวแห่ง ฉก.นราธิวาส 32 บอกสั้นๆ ว่า ในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบอย่างยั่งยืนให้ปรากฏในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ งานมวลชนเป็นสิ่งที่สำคัญในการเอาชนะปัญหาความไม่สงบ และวันนี้ “รถยิ้ม” ได้ทำหน้าที่ไขประตูใจชาวบ้านให้เปิดรับเจ้าหน้าที่ด้วยความจริงใจมากขึ้น จึงนับเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้เริ่มแปรเปลี่ยนจากสีแดงเข้มเป็นสีชมพูอ่อนไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ



