
โยก'ถวิล'สะท้อนปกครองระบอบใด
สู่การปกครองระบอบใด? : ขยายปมร้อน โดย ศรุติ ศรุตา
จริงอยู่ที่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแล้ว ก็ต้องการ "คนของตัวเอง" ขึ้นมา เพื่อให้มั่นใจว่า นโยบายที่ได้วางเอาไว้จะถูกขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติ
แต่นั่นก็ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด โดยเฉพาะกรณีของ ถวิล เปลี่ยนศรี ที่ถูกย้ายจาก เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ไปเป็น ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ
เพราะยังไม่มีสัญญาณหรือการแสดงท่าทีอะไรที่เป็นรูปธรรมว่า ถวิล จะไม่นำนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายด้านความมั่นคงไปสู่การปฏิบัติ
มีแต่เพียง "ความเชื่อ" ที่ดูจากการที่ ถวิล เคยเป็น "เลขาฯ ศอฉ." ที่ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งให้เป็น "โดยตำแหน่ง"
อย่างไรก็ตาม ข้อพิสูจน์ของกรณีนี้ก็ต้องดูผลการสอบสวนของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ที่ ถวิล เตรียมจะยื่นเรื่องร้องไปว่า ผลจะออกมาอย่างไร
แต่ในความเป็นจริงก็คือ ทั้ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ก็คงจะไม่สนใจผลการสอบสวนของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมเท่าใดนัก
นั่นก็เพราะว่า กว่าการทำงานของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมจะเสร็จสิ้นลง ก็คงจะใช้เวลายาวนานอาจเกิน 1 ปี หากดูเอากรณีของ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ ที่ถูกย้ายจากอธิบดีกรมการปกครอง ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เคยร้องมาแล้ว
กว่า วงศ์ศักดิ์ จะได้รับความเป็นธรรม นั่นก็คือ ได้กลับมาเป็นอธิบดีกรมการปกครองอีกครั้ง ก็เหลือเวลาทำงานอีกเพียงไม่กี่เดือนก็จะเกษียณอายุราชการ
เมื่อเป้าหมายในการย้าย ถวิล ก็เพื่อเปิดทางให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ลุกจากเก้าอี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่โดยดี และเปิดทางให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว
ขณะเดียวกัน ระยะเวลาในการทำงานของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ก็เหลือเพียงแค่ 1 ปี ก็จะเกษียณอายุราชการ
หากเป็นไปตามตารางเวลานี้ กว่าคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมจะได้บทสรุป พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ก็คงจะพ้นจากการเป็นข้าราชการตำรวจไปแล้ว
แน่นอนว่า การเปลี่ยนแปลงภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่คงจะขยับขั้วขยับสายไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน
ส่วน พล.ต.อ.วิเชียร ก็อาจจะได้รับอานิสงส์ ถ้าหากว่าคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมชี้ลงมาว่า ต้องคืนความชอบธรรมให้ ถวิล นั่นก็ทำให้โอกาสของ พล.ต.อ.วิเชียร ที่จะได้คืน "ความชอบธรรม" ก็พอจะมีอยู่ด้วยเช่นกัน
กรณีการโยกย้ายข้าราชการนั้น ไม่เพียงแต่ฝ่ายความมั่นคง หากแต่ยังรวมไปถึงในส่วนของกระทรวงการคลังที่เปลี่ยนอธิบดีกรมจัดเก็บภาษีอีกด้วย
รวมทั้งการดึงเอา พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ กลับเข้ามาเป็นกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ทั้งที่มีข้อครหาเรื่องการออกหวย 2 ตัว 3 ตัว ที่ไม่ตรงกับกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย
การบริหารประเทศเช่นนี้ จึงมีคนมองว่า ต้องการจะตีแสกหน้าประชาชนคนไทย มากกว่าจะตั้งอกตั้งใจบริหารประเทศอย่างจริงจัง
แล้วที่สำคัญ การเข้ามาแล้วทำการเปลี่ยนแปลงข้าราชการชนิดล้างบางกันยกกระบิ ก็ยังสุ่มเสี่ยงที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า นี่ใช่การบริหารตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยหรือไม่
หรือว่าเป็น ระบอบประธานาธิบดี ?
เพราะวิธีการเช่นนี้มักจะพบในประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบประธานาธิบดี ที่มักจะเลือกเปลี่ยนแปลงแบบรุนแรง เพื่อให้คนของตนเองเข้ามาทำงาน
ซึ่งวิธีการดังกล่าวสุ่มเสี่ยงที่จะทำลายระบบราชการ ที่ก่อนหน้านี้มีความพยายามปรับโครงสร้างเพื่อให้หลุดพ้นจากอำนาจการเมือง หลุดพ้นจากระบบอุปถัมภ์ เลียแข้งเลียขา กลับเข้ามาอยู่ในระบบอุปถัมภ์จากนักการเมืองอย่างเข้มแข็ง
ใครไม่คล้อยตาม หรือมีความคิดเป็นของตนเอง ต่อให้เก่งแค่ไหนก็หมดโอกาสเติบโต
ไม่ต้องสงสัยว่า การประชุม ครม.อังคารหน้า จะมีเรื่องการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงต่างๆ ออกมาอีกระลอก ที่อาจจะลอตใหญ่กว่าที่ผ่านมา
ถ้าหากว่าการเปลี่ยนแปลงในแบบที่ว่า "ใครตามข้า ยัง...ใครขวางข้า ตาย" เพื่อจะเลือกเอาเฉพาะคนของตัว ก็เท่ากับว่า เรากำลังก้าวสู่การเปลี่ยนผ่าน
จากวันนี้เราใช้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่วันข้างหน้าหากการเปลี่ยนแปลงยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป มีใครตอบได้หรือไม่ว่า เรากำลังเปลี่ยนไปสู่ระบอบการปกครองแบบใด ?



