'นาย'มิติที่ขาดหายไปในโลกของตำรวจ
'นาย'มิติที่ขาดหายไปในโลกของตำรวจ : กระดานความคิด โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
“ตำรวจทำไม่ได้หรอก...เชื่อผมสิ” ผู้บริหารระดับกระทรวงพูดจาโน้มน้าวใจให้ดิฉันคล้อยตาม พร้อมยกตัวอย่างเรื่องราวมากมายในการสนับสนุนให้เห็นว่า ตำรวจไทยไร้ฝีมือและล้วนทำงานในลักษณะที่เฉื่อยชาฉาบฉวยและมุ่งเน้นงานที่มีผลประโยชน์เท่านั้น ถึงแม้ว่าเขาจะมีความเชื่อ (อย่างผิดๆ) ว่าดิฉันเป็นนักวิชาการที่ (ดูเหมือนจะ) เชียร์ตำรวจจนออกนอกหน้าก็ตาม หากแต่เขาก็ไม่ละความพยายามที่ “กล่อม” ให้ดิฉันเห็นพ้องกับข้อสรุปที่ว่า ตำรวจไทยไม่ทำงานอย่างจริงจังเพื่อพัฒนาสังคมไทยให้มั่นคงปลอดภัย
ความอดทนของดิฉันยุติลงเมื่อเขาพูดว่า...ต้องปรับองค์กรตำรวจใหม่ต้องให้ท้องถิ่นบริหารแล้วตำรวจไปอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของท้องถิ่นเหมือนอย่างที่ต่างประเทศเขาทำกัน...เนื่องจากดิฉันไม่เห็นด้วยอย่างแรง!
ดิฉันไม่อยากเชื่อว่าผู้บริหารระดับกระทรวงที่ทำงานระดับชาติ มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายให้หน่วยงานต่างๆ ปฏิบัตินั้น จะมีอคติและวิสัยทัศน์ที่คับแคบในการพิจารณาบทบาทขององค์กรตำรวจที่มีผลกระทบต่อมหาชนได้ถึงเพียงนี้ การที่องค์กรตำรวจต้องตกอยู่ภายใต้การแทรกแซงทางการเมืองตลอดมาทุกยุคทุกสมัยจนทำให้ระบบการบริหารบุคคลภายในองค์กรตำรวจล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ผู้ปฏิบัติงานขาดขวัญและกำลังใจในการทำงาน เกิดปรากฏการณ์การแบ่งพรรคแบ่งพวกเลือกข้างเลือกฝ่ายต่อสู้ห้ำหั่นกันเองจนหมดสิ้นเยื่อใยของความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องนั้นยังไม่สาแก่ใจหรือไม่เพียงพอต่อการอธิบายความไร้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานอันเป็นผลมาจากการแทรกแซงที่ไร้คุณธรรมของนักการเมืองในทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมาหรืออย่างไร?
ปฏิบัติการแทรกแซงทางการเมืองที่มีต่อวงการตำรวจอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่องจนก่อร่างอัตลักษณ์ที่ชัดเจนว่าตำรวจกลุ่มใคร สายใครคือกลุ่มคนของพรรคใด ก๊วนการเมืองใดนั้นส่งผลให้ประชาชนกลายเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด และหากยังคงปล่อยให้วัฒนธรรมการทำงานของตำรวจยังคงอยู่ในลักษณะเช่นนี้ ระบบการบริหารจัดการในองค์กรตำรวจจะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง การบังคับบัญชาจะอยู่ในสภาพของภาวะสุญญากาศเพราะผู้ที่สามารถให้พระเดชพระคุณคือนักการเมืองมิใช่ตำรวจผู้เป็นผู้บังคับบัญชา ส่วนกลุ่มคนที่อยู่นอกสายตาของตำรวจย่อมหนีไม่พ้นประชาชนเช่นเคย
คำถามที่ต้องตอบคือ ทำไมการเมืองจึงต้องแทรกแซงองค์กรตำรวจ? การเมืองมีผลได้ผลเสียจากการครอบงำองค์กรตำรวจอย่างไร? หากหลักการจัดคนให้เหมาะสมกับงานถูกนำมาใช้อย่างจริงจังในการบริหารจัดการงานบุคคลในโลกของตำรวจ มิใช่เพียงเบอร์หนึ่งของตำรวจเท่านั้น แต่เป็นแก่นแกนของระบบคุณธรรมในองค์กรตำรวจแล้วนั้น ดิฉันมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าการแพร่ระบาดของยาเสพติด การก่อคดีอาชญากรรมต่างๆ ในสังคมไทยจะไม่แพร่หลาย รุนแรง และอุกอาจเหมือนอย่างเช่นที่ดำรงอยู่ในสังคมปัจจุบันนี้
ดิฉันเชื่อมั่นในศักยภาพของตำรวจไทยที่สามารถทำงานทุกชนิดได้ตามคำบัญชาของนาย ทำทุกอย่างได้ดั่งใจที่นายต้องการแม้ว่านายจะไม่มีงบประมาณให้ก็ตาม สามารถวิ่งรอกทำงานให้นายไม่ว่ายุคใดสมัยใดจนกระทั่งตัวเองหัวหมุนและไส้แห้งถึงแม้ว่านายจะสนใจเพียงความมั่นคงปลอดภัยและความอยู่รอดของนายเป็นสำคัญเท่านั้น ตัวอย่างการกระทำดังกล่าวล้วนเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าตำรวจไทยมีความทนทานต่อสภาพและบรรยากาศในการทำงานที่ย่ำแย่
หากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะทำให้คนที่จะมาเป็น “นาย” มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการเป็นนายที่ดีได้จริงจะนับได้ว่าเป็นการพลิกโฉมประวัติศาสตร์ของวงการตำรวจไทย
อย่าให้นายจากกระทรวงอื่นเขามาพูดได้ว่า “ลองคิดดูสิ ตำรวจไทยจะทำอะไรได้ ยิงปืนยังไม่เป็นเลย...เอาตัวเองไม่รอดแล้วจะช่วยประชาชนได้อย่างไร” ดูถูกกันอย่างนี้มันเจ็บกระดองใจ...จริงมั้ยคะนาย!



