
การต่อรอง... ต่อต้านในโลกของตำรวจ
"ตำรวจ จับโจรเส้นแบ่งมันบางมากเลยนะ ทัศนะของข้าราชการระดับสูงเป็นที่มาของความพยายามค้นหาคำตอบว่า สัญลักษณ์หรือการกระทำในลักษณะใดที่สามารถแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างตำรวจกับโจรออกจากกันได้อย่างชัดเจน"
พี่รู้สึกแปลกๆ เวลามันพูด มันไม่เหมือนตำรวจ พอมองลงไปที่เท้า มันไม่สวมถุงเท้า” การสวมใส่เครื่องแต่งกายที่ดูไม่เรียบร้อยและการใช้ภาษาพูดที่แตกต่าง ทำให้นายตำรวจจับได้ว่าเขาคือตำรวจปลอม ชายหนุ่มสารภาพว่าเขาใฝ่ฝันอยากเป็นตำรวจ ชอบใส่ชุดตำรวจ ครั้งนี้เขาอาจหาญถึงขั้นแต่งเครื่องแบบตำรวจขึ้นมาแสดงตัวบนโรงพัก ตำหนิการทำงานเพื่อรีดไถตำรวจ...โจรปลอมเป็นตำรวจแต่มีพฤติการณ์เยี่ยงโจร...
“ผมไม่รู้ว่ามันเป็นตำรวจรึเปล่า มันบอกว่านายให้มาเก็บ” ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของร้านไม่รู้ว่า "นาย" ที่ถูกอ้างถึงคือใคร แต่ด้วยประสบการณ์การใช้ชีวิตคลุกคลีกับตำรวจ ทำให้เขารู้ว่าเขาไม่ควรที่จะถามถึงนาย เพราะการกระทำเช่นนั้นแสดงภาวะที่คนในวงการเรียกว่า “แข็ง” หมายถึง ความพยายามต่อรอง ต่อต้าน หรือขัดขืน
ในที่สุด กระดาษเพียงแผ่นเดียวที่ด้านซ้ายมีรายชื่อเจ้าของร้านต่างๆ ด้านขวามีตราเขียนระบุว่าจ่ายแล้วกลับกลายเป็นสิ่งที่มีพลังอำนาจให้เขายินยอมจ่าย “ไม่จ่ายได้ไง ขนาดร้านที่เขาเป็นเพื่อนกับผู้กำกับ เขายังจ่ายเลย”
“โชคดีนะ ร้านนั้นสามีเขาเป็นทหาร” เมื่อเจ้าของร้านมีผู้คุ้มครองเป็นทหารทำให้บารมีแผ่ขยายไปคุ้มครองเจ้าของร้านผู้มีสถานะเป็นประชาชนเต็มขั้น
"ถ้าหากินโดยไม่ทำผิดกฎหมาย เขาจะมารังแกได้ยังไง" ดิฉันตั้งคำถามนี้ มิได้ต้องการหาเหตุผลเข้าข้างตำรวจ หากแต่คำถามนี้มักถูกนายตำรวจย้อนถามเมื่อมีการกล่าวหาว่าตำรวจชอบรีดไถคนทำมาหากิน
“ช่วยมันหน่อยเถอะ มันเปิดเพลงแผ่นเดียวในร้าน” แม้แต่พระภิกษุยังทำหน้าที่เป็นคนกลางในการขอให้ตำรวจยืดหยุ่นการบังคับใช้กฎหมาย การละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้อยคำที่ร้องขอให้ตำรวจเห็นใจ ยินยอม ผ่อนปรน การบังคับใช้กฎหมายนั้น หากนายตำรวจปฏิเสธจะทำให้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์กลายเป็นผู้ร้ายรังแกคนทำมาหากินทันที "เขาไม่ได้ไปทำแผ่นซีดีเถื่อนขายซะหน่อย แค่เปิดเพลงแผ่นเดียวเองในร้านอาหาร”
ตำรวจมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย หากละเมิดเพิกเฉยก็จะตกเป็นจำเลยของสังคมในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาคาดหวังให้ตำรวจเป็นผู้พิทักษ์สิทธิให้แก่ตนในขณะที่คนเล็กคนน้อยในสังคมผู้ให้เหตุผลว่าต้องการทำมาหากิน แม้ว่าตนจะมีทุนรอนเพียงน้อยนิดกลับขอความเมตตาเอื้ออาทรจากนายตำรวจให้ละเว้นการใช้กฎหมายบังคับอย่างเข้มงวด
เหล่าบรรดา นายตำรวจจึงกลายเป็นกลุ่มคนที่จะแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างใช้ดุลพินิจคิดวิเคราะห์ถึงความพอเหมาะพอดีที่เหมาะสม ให้กลุ่มคนต่างๆ ในสังคม สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุบ มั่นคงปลอดภัย สมกับภารกิจหลักในการส่งเสริมความมั่นคงปลอดภัยให้ประชาชนในสังคม มิใช่มีภารกิจส่งเสริมความมั่นคงให้แก่พรรคการเมืองใด
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



