
แผนโดดเดี่ยวพม่า ใครได้ประโยชน์ ?
มาตรการโดดเดี่ยวพม่าที่เป็นอยู่ และออกมาในรูปแบบการกีดกันการค้าขายในธุรกิจต่างๆ นั้นกระทบกระเทือนนักธุรกิจไทยตามชายแดนเป็นอย่างมาก ตอนนี้มีการเรียกร้องให้หยุดมาตรการโดดเดี่ยวพม่าจากนักวิชาการและภาคประชาสังคมทั้งในไทยและทั่วโลก
ที่น่าสนใจคือไม่ว่าใครหรือประเทศอะไร จะมีนโยบายต่อพม่าอย่างไรก็ตาม ? ดูเหมือนว่าจะสร้างผลประโยชน์ให้แก่ผู้นำทหารพม่าที่เต็มไปด้วยความเหี้ยมโหดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะประเทศเหล่านี้ไม่มีการประสานงานทางด้านนโยบาย
ที่น่าเสียดายที่สุดในช่วง 21 ปีที่ผ่านมา แรงกดดันจากประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง ยังไม่สามารถชักจูงให้รัฐบาลทหารพม่าปรับปรุงตัวเอง เพิ่มเสรีภาพให้แก่ประชาชน ผู้นำทหารพม่ายังคงดื้อรั้นไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ยืนกรานอย่างเดียวในการจัดการกับการต่อต้านจากฝ่ายค้านและชนกลุ่มน้อยต่อไป
ในช่วงหลัง 4-5 เดือน มีการถกเถียงเรื่องการเมืองพม่ากันมากว่าควรจะทำอย่างไรดี ? หลังจากที่ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ฮิลลารี คลินตัน บอกว่าสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในกระบวนการทบทวนนโยบายพม่า ในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมกับพูดทิ้งท้ายไว้เป็นปริศนาว่า นโยบายโดดเดี่ยวและพัวพันที่ผ่านมาไม่ได้ผลดังใจเลยแม้นแต่น้อย
มีการตั้งข้อสังเกตว่า สหรัฐอมริกาอาจจะเลิกนโยบายบางส่วนที่โดดเดี่ยวพม่า เพื่อเป็นการตอบสนอง
แนวนโยบายที่ประธานาธิบดีคนใหม่คือ บารัก โอบามา วางไว้ที่ต้องการสร้างแนวพันธมิตรแนวใหม่ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ
เนื่องจากความล่าช้าในการรับรองการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐอเมริกาทางด้านกิจกรรมเอเชีย มีผลทำให้การทบทวนและประเมินผลเกี่ยวกับนโยบายพม่านั้นล่าช้าไปด้วย
เมื่อวันจันทร์ที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปตัดสินใจต่อมาตรการโดดเดี่ยวพม่าอีก 1 ปี เนื่องจากยังไม่เห็นความคืบหน้าที่แท้จริงเป็นรูปธรรมภายในพม่า ทางสหภาพยุโรปยืนยันถึงเจตนารมณ์ต่อไปว่า ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนโยบายทางการเมืองอย่างจริงจัง เช่นมีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองกว่า 2,200 คน รวมทั้ง นางออง ซาน ซูจี หัวหน้าฝ่ายค้านที่โดนจองจำมาเป็นเวลาเกือบ 13 ปี ทางสหภาพยุโรปยินดีคบหาสมาคมด้วย
ท่าทีล่าสุดของสหภาพยุโรปจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อนโยบายพม่าของสหรัฐอเมริกาในอนาคตอย่างแน่นอน ทางยุโรปต้องการวางนโยบายเป็นตัวอย่าง ก่อนที่กรุงวอชิงตันจะออกนโยบายพม่าใหม่ออกมา ทางยุโรปเชื่อว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในพม่าใน 1 ปีข้างหน้า เพราะรู้ดีว่าผู้นำพม่าโดยเฉพาะนายพลตันฉ่วยนั้นยังยืนหยัดท่าทีเดิม
ที่น่าแปลกใจที่สุดคือ หลังพายุโซโคลนนาร์กีส ประเทศในโลกตะวันตกที่โดดเดี่ยวและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลพม่าอย่างร้ายกาจ เช่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป กลับกลายเป็นประเทศที่ให้เงินช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมมากที่สุด
ถ้าแนวโน้มยังเป็นแบบนี้ สามารถสรุปได้เลยว่า หลังการเลือกตั้งในพม่าในปีหน้า วันเวลาเลือกตั้งยังไม่ได้กำหนดแน่นอน รัฐบาลพม่าจะอยู่ยงคงกระพันต่อไป มีอำนาจมากขึ้นในการกดขี่ประชาชน การยอมรับในรัฐบาลทหารพม่าหลังเลือกตั้งจะมีมากขึ้น เพราะจะมีการนำมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในไทยในฐานะที่เป็นประธานอาเซียน



