คอลัมนิสต์

อนาคตอันใกล้ของเสื้อแดงยุคหลังทักษิณ

อนาคตอันใกล้ของเสื้อแดงยุคหลังทักษิณ

28 เม.ย. 2552

ภายหลังจากการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และข่าวคราวของคนเสื้อแดงนั้นมีการขยับตัวกันอีกครั้ง

เรื่องที่น่าตั้งข้อสังเกตในตอนนี้ก็คือ อาจมีความเป็นไปได้ที่จะไม่มีการเคลื่อนไหวในขนาดใหญ่เหมือนการรวมตัวช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากแกนนำเสื้อแดงนั้นถูกดำเนินคดี

 ที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ เสื้อแดงนั้นจะไม่มีช่องทางการสื่อสารของตัวเองในระดับประเทศ อันเนื่องจากการปิดเคเบิลทีวี และความไม่มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างเสื้อแดงกับสื่อกระแสหลัก (ที่เรียกตัวเองว่า "สื่อแท้")

 ในแง่นี้ความสัมพันธ์อันไม่ดีของเสื้อแดงกับ "สื่อแท้" นั้นมีลักษณะที่ซับซ้อน มากกว่าความน้อยเนื้อต่ำใจที่เสื้อแดงมีต่อ "สื่อแท้" ในแง่ที่ว่าไม่ได้รับการนำเสนอข่าว

 เพราะเอาเข้าจริงสิ่งที่น่าสนใจกลับเป็นเรื่องที่ว่า "สื่อแท้" นำเสนอข่าวเสื้อแดงอย่างไร เพราะการไม่นำเสนอข่าวท่ามกลางความคาดหวังทางสังคมนั้นก็เป็นการนำเสนอข่าวในรูปแบบหนึ่ง หรือการรายงานข่าวสั้นหรือยาวและเรื่องราวที่ "ถูกผลิตขึ้นมาเป็นข่าว" นั้นควรจะต้องมีความเข้าใจในรายละเอียดมากกว่าความสั้นยาวหรือการไม่มีข่าว

 แต่อย่าลืมว่าการไม่มีข่าวในสื่อแท้นั้น อาจไม่ทำให้การรวมตัวเป็นกลุ่มย่อยๆ ของคนเสื้อแดงในที่ต่างๆ นั้นไม่เกิดขึ้น เพราะยังมีสื่อในลักษณะเครือข่ายเกิดขึ้นมากมาย ทั้งวิทยุชุมชน และอินเตอร์เน็ต ซึ่งลักษณะสำคัญของสื่อที่ดูเหมือนไม่ใช่สื่อที่สื่อสารกับประชาชนในวงกว้างนี้ก็คือ เป็นสื่อที่สร้างความหมายให้แก่การสร้างชุมชนเล็กๆ ของเขา

 ในขณะที่สื่อที่เป็นสื่อที่ครอบคลุมพื้นที่มากนั้น มักจะมีลักษณะของการ "ผลิต" ผู้รับสื่อในแบบของคนที่ต้องฟังความรอบด้าน และเป็นกลางทั้งคนผลิตทั้งคนรับสาร (ส่วนจะเป็นกลางจริงหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่อง) สื่อขนาดเล็กนั้นให้ความสำคัญต่อสิ่งที่กลุ่มเล็กนั้นต้องการ และยิ่งถ้ากลุ่มขนาดเล็กเหล่านั้นรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม

 ลักษณะของข่าวที่ถูกผลิตก็จะมีอีกลักษณะที่หนุนให้ความรู้สึกนั้นมีมากขึ้น และรอวันที่เรื่องราวเหล่านี้จะถูกเชื่อมโยงอีกครั้งหนึ่ง

 ในประการที่สอง อาจมีความเป็นไปได้ว่า กระบวนการจัดการทักษิณของรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านทักษิณนั้น อาจไม่ได้ส่งผลให้เกิดความอ่อนแอและล่มสลายของการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในระยะยาว

 เราอาจพบว่าเกมเดิมพันของรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านทักษิณที่มีต่อปรากฏการณ์คนเสื้อแดงนั้นมีความเสี่ยงที่สูงมาก เพราะในท้ายที่สุดนั้น รัฐบาลพยายามขอโอกาสทางสังคมให้มอบความยินยอมพร้อมใจต่อรัฐบาลผ่านผลงานทางเศรษฐกิจ

 ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า รัฐบาลที่ไม่มีฐานเสียงจากพื้นที่ยากจนของประเทศมากนัก (ในส่วนที่มีก็มาจากพรรคร่วมมากกว่าพรรคตัวเอง) และกลไกการ "ค้ำยัน" รัฐบาลดังกล่าว ไม่ว่าจะด้วยทหาร หรือ ระบบยุติธรรมที่ดำเนินไปนี้จะทำให้เห็นได้อย่างไรว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ประชาชนจำนวนมากได้ ท่ามกลางสภาวะผันผวนของเศรษฐกิจโลก

 ตัวแบบการแก้ปัญหาที่เน้นการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างรัฐบาลกับนักธุรกิจมีลักษณะที่เปราะบางสองประการ ประการแรกคือ นักธุรกิจคาดหวังเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นประเด็นแรกในการลงทุน แต่เสถียรภาพของรัฐบาลนั้นมีหัวใจอยู่ที่ความเป็นตัวแทนของประชาชน
 ดังนั้นเรื่องจึงวนอยู่ที่ว่ารัฐบาลนั้นจะเป็นตัวแทนจากประชาชนและได้รับความเชื่อมั่นด้วยตัวเองอย่างไร ไม่ใช่ได้รับความเชื่อมั่นในการสร้างและจัดการศัตรูทางการเมืองแต่อย่างเดียว

 ประการที่สอง รัฐบาลนั้นยังไม่สามารถสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับประชาชนจำนวนมากของประเทศได้ ในเชิงกระบวนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งนี้สิ่งสำคัญก็คือ รัฐบาลไม่ได้ผลักดันกลไกแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างจริงจัง และในเมื่อเวทีรัฐสภานั้นไม่ได้ถูกขับเน้นให้เกิดลักษณะความร่วมมือกับประชาชนได้

 เราจึงไม่เห็นทางออกในการสร้างความเห็นพ้องต้องกันของรัฐบาลกับประชาชนในการเชิงกระบวนการได้เลย เราเห็นแต่การเรียกร้อง "ความเชื่อมั่น" จากนโยบายที่ถูกผลิตออกมาแล้ว ในแต่ละครั้งเสียมากกว่า

 ไม่เคยมีการบริหารประเทศที่ประชาชนและนักธุรกิจจะเชื่อมั่นและยินยอมให้รัฐบาลอยู่ในตำแหน่งได้ หากผลงานทางเศรษฐกิจห่วยแตก ...ต่อให้มีทหารและกฎหมายอยู่ในมือก็ตาม

 ดังนั้นปรากฏการณ์เสื้อแดงคราวหน้านั้นอาจจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของทักษิณน้อยลง แต่เกี่ยวพันกับความยากจนและความไม่พอใจผลงานของรัฐบาลมากขึ้น

 และเมื่อถึงวันนั้น บางที "สื่อแท้" อาจจะเป็นคนปลุกกระแสเสื้อแดงเสียเอง และการไม่ปรากฏตัวของทักษิณในขบวนการเสื้อแดง ไม่ว่าจะถูกจับ หรือวิ่งหนีอยู่ก็อาจทำให้เสื้อแดงรอบหน้าสั่นสะเทือนรัฐบาลมากขึ้นก็เป็นไปได้ครับ