
'ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค'เทิดพระเกียรติในหลวง84พรรษา
'ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค'เทิดพระเกียรติในหลวง84พรรษา : ตะลุยกองทัพ โดย ปัญญา ทิ้วสังวาลย์
ปี 2554 เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา รัฐบาลในยุคที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้กำหนดจัดงานเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม
คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบให้มีการจัด "ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค" ในงานพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาโบราณราชประเพณี บำรุงขวัญอาณาประชาราษฎร์ รวมทั้งเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย ตลอดจนประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว
รัฐบาลโดยสำนักนายกรัฐมนตรี จึงมีหนังสือขอให้ "กองทัพเรือ" พิจารณาดำเนินการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค และขอให้สำนักราชเลขาธิการพิจารณาดำเนินการนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค และขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอัญเชิญเรือพระที่นั่ง เพื่อใช้ฝึกซ้อมฝีพายจนเสร็จพระราชพิธี
ด้านกองทัพเรือ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้มอบหมายให้ พล.ร.อ.อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือ ในฐานะที่ พล.ร.อ.อภิวัฒน์ ประธานคณะกรรมการเตรียมการจัดงานพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ให้จัดเตรียมงานพระราชพิธีมหามงคลอย่างสมพระเกียรติ
พล.ร.อ.อภิวัฒน์กล่าวถึงการเตรียมงานในครั้งนี้ว่า กองทัพเรือได้เตรียมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคใหญ่ รูปขบวนเรือ 5 ริ้ว ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ ณ วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร
โดยการจัดขบวนเรือในครั้งนี้ จะมีเรือพระราชพิธีทั้งสิ้น 52 ลำ ประกอบด้วยเรือพระที่นั่ง 4 ลำ คือ 1.เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ 2.เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 3.เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และ 4.เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์
นอกจากนี้ ยังมีเรือรูปสัตว์ 10 ลำ ได้แก่ 1.เรืออสุรวายุภักษ์ 2.เรืออสุรปักษี 3.เรือกระบี่ปราบเมืองมาร 4.เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ 5.เรือพาลีรั้งทวีป 6.เรือสุครีพครองเมือง 7.เรือครุฑเหินเห็จ 8.เรือครุฑเตร็จไตรจักร 9.เรือเอกไชยเหินหาว และ10.เรือเอกไชยหลาวทอง
รวมทั้ง เรือดั้ง 22 ลำ เรือแซง 7 ลำ เรือตำรวจ 3 ลำ ส่วนอีก 6 ลำที่เหลือประกอบด้วย 1.เรือเสือทยานชล 2.เรือเสือคำรณสินธุ์ 3.เรือทองขวานฟ้า 4.เรือทองบ้าบิ่น 5.เรืออีเหลือง (เรือกลองนอก) และ 6.เรือแตงโม (เรือกลองใน)
พระราชพิธีดังกล่าวจะมีความยาวของขบวนเรือจากหัวขบวนถึงท้ายขบวนประมาณ 1,200 เมตร ใช้กำลังเข้าปฏิบัติหน้าที่เป็นกำลังพลประจำเรือพระราชพิธี 2,200นาย และเจ้าหน้าที่อีก 400 นาย ที่เข้ามาเป็นหน่วยสนับสนุน รวมทั้งสิ้น 2,600 นาย
พล.ร.อ.อภิวัฒน์กล่าวถึงการเตรียมกำลังพลว่า จะมีการจัดจากหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือในพื้นที่ กทม. ปริมณฑล และกำลังพลจากพื้นที่สัตหีบ จ.ชลบุรี รวม 25 หน่วยงาน เข้าปฏิบัติหน้าที่เป็นกำลังพลประจำเรือพระราชพิธี จำนวน 2,200 นาย
โดยกองทัพเรือได้เริ่มดำเนินการฝึกตามขั้นตอนมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีการฝึกตั้งแต่นายเรือ นายท้ายเรือ เพื่อทำหน้าที่เป็นครูฝึกฝีพายให้แก่กำลังพลประจำเรือของตัวเองทั้ง 52 ลำ จำนวน 15 วัน
รวมถึงการฝึกกำลังพลฝีพาย 2,200 นาย บนเขียงฝึก ที่เป็นที่ตั้งของหน่วยรับผิดชอบ 10 แห่ง จำนวน 38 วัน
หลังจากนั้นจะนำกำลังพลฝีพายไปฝึกในบ่อจอดเรือในพื้นที่รับผิดชอบ 5 แห่ง ได้แก่ บ่อจอดเรือในพื้นที่ กทม. นครปฐม บางนา ป้อมพระจุลจอมเกล้า และพื้นที่สัตหีบ อีก 50 วัน
ก่อนที่จะมาฝึกพายเรือในแม่น้ำตามลำพัง ฝึกพายกลุ่มย่อย กลุ่มใหญ่ และฝึกซ้อมจัดรูปขบวนเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณหน้าวัดราชาธิวาสวิหาร ซึ่งเป็นสถานที่จริง โดยซ้อมย่อย 8 ครั้ง และซ้อมใหญ่อีก 2 ครั้ง ก่อนจะมีพิธีจริงในวันที่ 22 ตุลาคมนี้
เส้นทางพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในแม่น้ำเจ้าพระยา (ช่วงสะพานกรุงธน-สะพานพุทธ) โดยสถานที่รับเสด็จจากท่าวาสุกรี ส่งเสด็จ ณ ฉนวนน้ำ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร รวมระยะทาง 4.5 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 45 นาที
พล.ร.อ.อภิวัฒน์เปิดเผยว่า สิ่งที่แตกต่างในปีนี้ คือ รัฐบาลได้มอบ "งบประมาณซ่อมเรือ" พระราชพิธีทั้ง 52 ลำ ส่วนขบวนเรือจะเหมือนกับการเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา
แต่สิ่งที่พิเศษในปีนี้ คือ ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา คือ เรือพระที่นั่งทั้ง 4 ลำ จะมีการ "ซ่อมใหญ่" ทั้งการลงรักปิดทอง และแกะไม้รอบตัวเรือ นอกจากนี้ เรือพระราชพิธีทั้ง 52 ลำ กองทัพเรือได้จัดแบ่งการเก็บไว้ที่กรมศิลปากร และสำนักพระราชวัง
นอกจากนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังประชาสัมพันธ์เชิญชวนชาวต่างชาติ รวมถึงประชาชนชาวไทยร่วมเฝ้ารับเสด็จในพระราชพิธีดังกล่าว
"ผมได้เน้นย้ำกับกำลังพลว่า ในระหว่างปฏิบัติในขบวนเรือจะต้องสำรวมกิริยา และถวายงานพระองค์ท่านให้สำเร็จ ซึ่งกำลังพลที่ร่วมปฏิบัติถวายงานครั้งนี้ถือว่าเป็นมงคลสูงสุดแก่ชีวิต ดังนั้น จึงต้องฝากให้เขาดูแลสุขภาพไม่ให้เจ็บป่วย ขณะเดียวกันยังได้จัดแพทย์ดูแลกำลังพลฝีพายทั้ง 2,600 นายอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้ปฏิบัติจนจบภารกิจ ทั้งนี้ ผบ.ทร.ย้ำกำลังพลเสมอว่า ให้ถวายงานอย่างมุมานะเพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์ที่สุดเพื่อถวายแด่พระองค์ท่าน" พล.ร.อ.อภิวัฒน์กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ



