คอลัมนิสต์

หมดยุคการฮันนีมูนทางการเมือง

หมดยุคการฮันนีมูนทางการเมือง

02 ก.ย. 2554

หมดยุคการฮันนีมูนทางการเมือง : บทบรรณาธิการ

           "คะแนนนิยมของผมอาจไม่เพิ่มขึ้นในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่ผมจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อผลักดันการเมืองที่ติดดินและไม่เพ้อฝัน" นี่คือคำมั่นสัญญาของนายโยชิฮิโกะ โนดะ รัฐมนตรีคลังวัย 54 ปี ของญี่ปุ่นทันทีที่รัฐสภาลงมติรับรองให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของประเทศนับจากช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หรือนายกรัฐมนตรีคนที่ 6 ในรอบ 5 ปี เหมือนกับจะรู้ว่าตัวเองคงเป็นนายกรัฐมนตรีผู้โชคร้ายที่สุดเนื่องจากไม่มีช่วงเวลาฮันนีมูนทางการเมืองอันหวานชื่นเหมือนอดีตนายกรัฐมนตรีคนอื่นๆซึ่งได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้ลองบริหารประเทศก่อนอย่างน้อย 3-6 เดือน ตรงกันข้ามนายโอดะจะต้องเร่งพิสูจน์ฝีมือตัวเองให้ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนแสนสาหัสจากปัญหาใหญ่ทางเศรษฐกิจและสังคมให้ยอมรับภาวะความเป็นผู้นำให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกกลุ่มก๊วนภายในพรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น (ดีพีเจ) ที่เพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้แค่ 2 ปีบีบให้ลาออก

            ความโชคร้ายอีกประการหนึ่งของนายโนดะ ลูกชาวนายากจนขนานแท้ ผู้ไม่ได้สืบเชื้อสายมาจากผู้นำการเมืองเหมือนกับอดีตนายกรัฐมนตรี 4 คนก่อนหน้านั้น ก็คือไม่เคยมีประสบการณ์ในคณะรัฐมนตรีอาวุโสมาก่อนช่วงที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีคลังที่อายุน้อยที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ เมื่อเดือนมิถุนายน 2553 หรือหลังจากเริ่มไต่เต้าจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยคลังได้ไม่ถึงหนึ่งปีเต็ม แต่สิ่งที่ถือเป็นจุดแข็งที่สุดจนทำให้ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนล่าสุดก็คือความห้าวหาญที่จะขึ้นภาษีเพื่อหาเงินมาใช้ฟื้นฟูความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ และคลื่นยักษ์สึนามิ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม แม้ว่าคู่แข่งทางการเมืองภายในพรรคดีพีเจจะคัดค้านเสียงแข็งก็ตาม

            นายโนดะยอมรับตั้งแต่ต้นว่าภาระหนักอึ้งที่จะต้องแก้ไขโดยเร็วที่สุดมีถึง 3 เรื่องด้วยกันตั้งแต่การฟื้นฟูประเทศจากภัยพิบัติครั้งใหญ่ซึ่งจะต้องใช้เงินก้อนใหญ่ถึง 19 ล้านล้านเยนภายใน 5 ปี การแก้ไขวิกฤตินิวเคลียร์ และปัญหาการแข็งค่าของเงินเยนและสภาพเงินฝืดในประเทศอันจะทำให้บริษัทต่างๆ โยกย้ายฐานการผลิตและการจ้างงานไปต่างประเทศ การจะทำเช่นนั้นได้ก็ด้วยการยึดมั่นในวินัยการเงินการคลังแบบอนุรักษนิยม ด้วยการขึ้นภาษีมากกว่าจะกู้ยืมเงิน อันจะยิ่งสร้างปัญหาหนี้สาธารณะที่มีปริมาณมากสุดในโลกด้วยสัดส่วนถึง 200% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) พร้อมกันนั้นก็จะต้องเร่งฟื้นฟูศรัทธาของพรรคดีพีเจที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์กรณีไม่สามารถแก้ไขปัญหาสังคมที่นับวันยิ่งกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ การลดเงินอุดหนุนการดูแลเด็ก และการยกเครื่องการใช้จ่ายเงินประกันสังคม