
'ใช้ประชานิยม'ต้านกระแส
"ใช้ประชานิยม"ต้านกระแส : ขยายปมร้อน โดย สมถวิล เทพสวัสดิ์
หลังการแถลงนโยบายของ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ดูเหมือนการทวงถาม "สัญญาใจ" ที่พรรคเพื่อไทยเคยพูดไว้ระหว่างการหาเสียงมีความถี่มากขึ้น โดยเฉพาะค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน และเงินเดือนผู้ที่จบปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท
และด้วยความชาญฉลาดของ "ทีมยุทธศาสตร์" พรรคเพื่อไทยได้ใช้ยุทธวิธี "ประคองตัว" โดยใช้ "นโยบายประชานิยม" เป็นตัวหล่อเลี้ยงกระแสก่อนยกมาเป็นเป้าโจมตี โดยเริ่มจากชะลอเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน
ส่วนจะเป็นแผนระยะยาวแนวโน้มได้มีอดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง "ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล" ได้แสดงความเห็นว่า นโยบายชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจะอยู่ได้ไม่นานประมาณ 3 เดือน รัฐบาลจะต้องแก้ เพราะผลกระทบที่ตามมาจะรับไม่ไหว เมื่อใช้พลังงานทางเลือกลดลงการนำเข้าน้ำมันดิบก็จะเพิ่มมากขึ้น ก็จะมีผลต่อดุลการค้า สถานการณ์จะบีบให้ต้องแก้
ขณะเดียวกันก็มีการจัดโครงสร้างเตรียมพร้อมการเดินหน้าทางการเมืองและมวลชน เห็นได้จากการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา มติคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งข้าราชการการเมืองที่ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมทางสังคมโดยเฉพาะการนำมวลชนคนเสื้อแดงมานั่งในตำแหน่ง
จนเกิดข้อสงสัยทั้งเรื่อง "ความเหมาะสม" เพราะบางคนมีคดีติดตัวโดยเฉพาะคดีผู้ก่อการร้าย ทำให้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ถูกมองว่าการแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าวเป็น "รางวัล" ที่มีส่วนทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง
แม้ว่า "แกนนำคนเสื้อแดง" จะไม่มีตำแหน่งทางการเมือง แต่เมื่อมติคณะรัฐมนตรีมีการแต่งตั้งคนเสื้อแดงในตำแหน่งข้าราชการการเมืองที่คุมฐานกำลังมวลชนถือว่ารัฐบาลยังรักษาน้ำใจคนเสื้อแดง
การปรับเปลี่ยนโครงสร้างในหน่วยงานราชการก่อนเดินหน้าบริหารบ้านเมืองและเดินหน้าทางการเมือง โดยเริ่มที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกระทรวงมหาดไทย เพราะถือเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนด้านมวลชน
เพราะในอนาคตนอกจากการทำกิจการทางการเมืองแล้ว "มวลชนคนเสื้อแดง" ยังมีภารกิจใหญ่รออยู่นั่นคือการขับเคลื่อนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องอาศัยมวลชนในการคัดเลือก "สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ" (ส.ส.ร.) ระดับจังหวัดเข้ามาเป็นตัวแทนร่วมทำหน้าที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ
จากนี้ไปให้จับตาการใช้ "อำนาจ" จัดวางโยกย้ายข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ใน "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย" บางหน่วยงานโยกย้ายชนิดโฉ่งฉางมีการจัดวางสถานการณ์ให้ดูสมเหตุสมผล เพื่อป้องกันสังคมครหา ก่อนจะนำคนของตนเองเข้าไปบริหารแทน
แต่บางกระทรวงมีการแต่งตั้งโยกย้ายคนของตัวเองชนิดที่สังคมไม่มีข้อสงสัยหรือเรียกง่ายๆ ว่า "เนียน" ไม่มีเสียงคัดค้านจากคนในให้คนภายนอกได้รับรู้ เพราะรู้จักบริหาร "อำนาจ" ให้สมดุลไม่จัดวางเฉพาะคนของตัวเองรู้จักใจเขาใจเรา
ระหว่างที่มือหนึ่งของรัฐบาลใช้นโยบายประชานิยมมาหล่อเลี้ยงกระแสทวงถามจากสังคม อีกมือหนึ่งก็ "จัดทัพ" เพื่อเตรียมพร้อมทางการเมือง
โดยจัดทัพปรับโครงสร้างเริ่มทำทีละหน่วยหากองค์กรไหนบุคลากรมีปัญหาก็ "ย้าย" ถ้าองค์กรไหนมีปัญหาไม่ก่อประโยชน์ก็ "ยุบ"
ดังนั้นเมื่อจัดวางคนของตนเองในกระทรวงที่สำคัญแล้ว สุดท้ายจะบอกว่านโนบายทำไม่ได้ เพราะไม่มีใครให้ความร่วมมือสนองนโยบายคงพูดได้ไม่เต็มปาก!



