คอลัมนิสต์

เปิดร.ร.การเมืองปชป.เกมชิงมวลชน

เปิดร.ร.การเมืองปชป.เกมชิงมวลชน

01 ก.ย. 2554

เปิด ร.ร.การเมือง ปชป. โหมโรงก่อนเริ่มเกมชิงมวลชน : ขยายปมร้อน โดยอรรถภูมิ อองกุลนะ สำนักข่าวเนชั่น

             หลังเป็นข่าวมาสักระยะ ในที่สุดโรงเรียนการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตเลขาธิการพรรค เป็นผู้อำนวยการก็ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา

              การเรียนการสอนในรุ่นแรกนี้ จำกัดกลุ่มนักเรียนไปที่เฉพาะบรรดา “คนใน” อันได้แก่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีทั้ง ส.ส.ของพรรคทั้งเก่าและใหม่ รวมไปถึงผู้สมัครที่พลาดหวังในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว รวมเบ็ดเสร็จ 73 คน

              อาทิ นายชวน หลีกภัย นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ นายชื่นชอบ คงอุดม น.ส.จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี รวมถึงนายสุเทพ ที่จะร่วมเรียนด้วย

              หลักสูตรในเฟสแรกนี้จะเน้นไปที่การให้ความรู้ด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง กฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามบริบทสถานการณ์ปัจจุบัน ผ่านการบรรยายของบุคลากรระดับอ๋องของประเทศ อันเสมือนเป็นการติด “เขี้ยวเล็บ” ให้แก่บุคลากรของพรรคเพื่อรองรับหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างมีคุณภาพ

              ก่อนจะขยายไปสู่รุ่นที่ 2-3 ซึ่งได้แก่ ในส่วนของผู้นำในสังคมและมวลชนในพื้นที่ ผ่านการอบรม สัมมนาและจัดหลักสูตรตามลำดับ โดยมีผู้ผ่านการอบรมในรุ่นแรกไปรวมขยายผลต่อ ผ่านทางสาขาพรรคและสมัชชาประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นกลไกเดิมที่พรรคมีอยู่แล้ว

              ทั้งนี้ใช้ระยะเวลาเรียนหลักสูตรละ 2 สมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยเรียนทุกวันพุธ -พฤหัสบดี หลังการประชุมสภา นับรวมได้ราว สัปดาห์ละ 7 ชั่วโมง หรือ 200 ชั่วโมงต่อหลักสูตรการอบรม

              อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนกลับไปถึงประเด็นการจัดอบรมและสร้างศักยภาพให้แก่บุคลากรทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีตแล้ว ก็จะพบว่าแนวทางดังกล่าวไม่ใช่เรื่องแปลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยแต่อย่างใด

              ด้วยในอดีตพรรคประชาธิปัตย์เคยมีการอบรม ส.ส.ใหม่ โดยมุ่งไปที่การยกระดับคุณภาพ ส.ส. ถึงการทำงานในสภา ทั้งการเป็นกรรมาธิการ บุคลิกภาพระหว่างการอภิปราย การศึกษาข้อบังคับในห้องประชุมและกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาแล้ว

              คล้ายกับกรณีโรงเรียนการเมืองของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา เมื่อครั้งถูกเว้นวรรคทางการเมือง ที่เปิดบ้านพักย่านสนามบินน้ำ หวังฟูมฟักบุคลากรทางการเมืองให้มีประสิทธิภาพ แต่สุดท้ายกลับต้องยุติไปตามกาลและวาระ

              เช่นนั้น หากเปรียบเทียบและถามถึงเรื่องหลักการ “หน้าฉาก” โรงเรียนการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ที่เพิ่งเปิดขึ้นนี้ก็คงจะไม่ต่างกันกับแนวทางในอดีต
 
              หากแต่ลึกลงไปในรายละเอียดกลับน่าเชื่อได้ว่า โรงเรียนการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ใน พ.ศ.นี้ ย่อมไม่มีทางเหมือนเดิม และยุติเพียงการยกระดับศักยภาพสมาชิกพรรคเหมือนที่เคยเป็นมา

              อย่าลืมว่าแม้จะฉาบผิวภายนอกอย่างไร แต่ลึกลงไปใน “แก่นแท้” ทุกฝ่ายทราบกันดีว่าการจัดตั้งโรงเรียนการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์นั้น มีสาเหตุมาจากการแพ้การเลือกตั้งอย่างหลุดลุ่ยต่อพรรคเพื่อไทย

              เป็นความพ่ายแพ้ ทั้งที่อยู่ในฐานะรัฐบาลรักษาการ ที่ประหนึ่งผู้ให้สัญญาณนกหวีดยุบสภา รวมถึงมีส่วนควบคุมการลงคะแนนเสียง ผ่านกลไกระบบราชการที่ “จัดวาง” คนของตนไปดูไว้

              มีการวิเคราะห์สาเหตุของการปราชัยในครั้งนี้ นอกไปจากการรณรงค์ “โหวตโน” ของกลุ่มพันธมิตร และกระแสตอบรับ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จะถูกจุดติด การเบ่งบานของกลุ่มคนเสื้อแดงคืออีกตัวแปรสำคัญที่ส่งผลให้ระบอบทักษิณกลับมาผงาดอีกครั้ง

              กล่าวคือ แม้พรรคจะมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าพรรคการเมืองอื่น มีบุคลากรในระดับแถวหนึ่งอยู่ครบครัน เพราะไม่เคยถูกยุบและถูกตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค แต่กับการสร้างฐานมวลชนให้กลมเกลียวเป็นเนื้อเดียวกันกับพรรค เฉกเช่นพรรคเพื่อไทยกับกลุ่มคนเสื้อแดงกลับไม่เคยเกิดขึ้น

              เหตุนี้โรงเรียนการเมืองจึงต้องเร่งสร้างฐานมวลชนให้เหนียวแน่น เพื่อใช้สนับสนุนพรรคในมิติต่างๆ มากไปกว่าการกากบาทเลือก และช่วยรณรงค์หาเสียง

              อีกประเด็นจากการเปรียบเทียบระหว่างโรงเรียนของพรรคกับโรงเรียนคนเสื้อแดง คือพัฒนาการในตัวของโรงเรียนการเมืองเอง

              นั่นคือสาระสำคัญของหลักสูตรที่ค่ายสีฟ้าจัดทำขึ้นในเบื้องต้นนี้ เน้นไปที่วิชาการ

              ขณะที่ "สาระสำคัญ" ของโรงเรียนการเมืองของคนเสื้อแดงนั้นไม่ใช่หลักสูตรหรือองค์ความรู้ตั้งแต่ต้น

              คนเสื้อแดงเน้นไปที่การจัดตั้งเครือข่ายคนเสื้อแดง เสมือนกับการนัดพบปะหน้าตา เพื่อรวมกลุ่มเคลื่อนไหวต่อสู้ก่อนในระดับพื้นที่ ก่อนที่มีแกนนำระดับส่วนกลางลงพื้นที่เพื่อ “กระตุ้น” ซ้ำและร่วมจัดระเบียบความคิดไปเป็นระยะ ประหนึ่งการจัดองค์กรจาก “ล่าง” ขึ้น “บน” ขณะที่ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์กลับยังไม่เห็นเป็นรูปร่าง

              ณ ขณะปัจจุบัน คนในพรรคประชาธิปัตย์ย่อมรู้ดีว่าหากจะสร้างมวลชนสีฟ้าให้เบ่งบานเทียบเท่ากับสีแดงนั้นควรจะทำอย่างไร

              โรงเรียนการเมืองเพื่อยกระดับคุณภาพ ส.ส.ใน “หน้าฉาก” ครั้งนี้จึงเทียบได้เป็นแค่ดนตรีโหมโรง

              ส่วนเกมชิงมวลชนของจริงเป็นอย่างไร ยังยากที่จะประเมิน