คอลัมนิสต์

“นาย”ในโลกของตำรวจ

“นาย”ในโลกของตำรวจ

31 ส.ค. 2554

“นาย”ในโลกของตำรวจ : กระดานความคิด โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

            “สงสัยจับหมวกกันน็อกเพลินไปนิด” ถ้อยคำเสียดสีบนหน้ากระทู้ที่ตั้งต้นให้แสดงความคิดในประเด็นร้อน “สั่งสอบตำรวจปล่อยแก๊งเด็กแว้นเกลื่อนเมือง” สะท้อนให้เห็นถึงความคิดเชิงลบของประชาชนที่มีต่อการทำหน้าที่ของตำรวจ ถึงแม้โดยหน้าที่แล้วนั้น การจับหมวกกันน็อกกับการปราบปรามเด็กแว้นในโลกของตำรวจนั้น มิได้ดำเนินการโดยตำรวจสายงานเดียวกัน หากแต่ในสายตาของประชาชนแล้ว ผู้ที่สวมเครื่องแบบสีกากีไม่ว่าจะทำงานสายจราจร สายป้องกันและปราบปราม สายสอบสวน หรือสายงานสืบสวนย่อม ก็คือตำรวจเหมือนกันวันยังค่ำ ดังนั้น หากตำรวจกลุ่มใดหมู่ใดที่ทำงานในหน่วยซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนประพฤติปฏิบัติตัวหรือมีท่าทีส่อไปในทางที่ทำให้ประชาชนตั้งคำถาม ตำรวจทุกหมู่เหล่าก็จะพลอยมัวหมองไปด้วย ข้อความซ้ำๆ ที่พบบ่อยๆ ในกระทู้ยืนยันความรู้สึกในเชิงลบอย่างเช่น

             “สั่งสอบน่ะสั่งจริง แต่จะมีการสอบจริงหรือเปล่าล่ะ? เห็นวันๆ ผ่านมาก็เดิมๆ แถมหนักกว่าเก่าซะอีกกับการตั้งด่านแอบ โดด ขวาง...ถ้าไปประยุกต์ใช้กับพวกแว้นบ้าง ป่านนี้ไม่มีแล้ว” หรือ “งานง่ายๆ ที่ถนัด ไม่ต้องลงแรงมาก เพียงแต่ยืนรอให้จักรยานยนต์ผ่านแล้วเรียกตรวจทุกอย่างก็คิด(เป็นเงิน)ได้ จริงมั้ยท่าน?”

             ตั้งต้นจากปัญหาการกระทำรุนแรงในกลุ่มเยาวชนที่ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะในการก่อเหตุ ซึ่งสายงานป้องกันและปราบปรามต้องรับไปเต็มๆ ประชาชนกลับไปโยงใยกับประสบการณ์ที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจสายงานจราจรที่แสดงอย่างชัดเจนว่า ประชาชนไม่เชื่อถือ ไม่มั่นใจในการทำหน้าที่ของตำรวจ เช่นเดียวกับเรื่องราวของผลการปฏิบัติงานในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในคดีอื่นๆ เช่น การลักทรัพย์ในเคหสถานที่ปรากฏเป็นข่าว ซึ่งพิธีกรหญิงชื่อดังถูกโจรขึ้นบ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงแม้จะติดตั้งกล้องวงจรปิดตามคำแนะนำของตำรวจเมื่อคราวที่ขโมยขึ้นบ้านในครั้งที่ผ่านมา แต่ก็ไม่วายที่จะเกิดเหตุซ้ำซากอีก และเช่นเดียวกับประชาชนคนอื่นๆ ที่มิได้มีอำนาจวาสนา มิได้มีบารมีในการให้พระเดชพระคุณแก่ตำรวจ มักจะได้ผลลัพธ์เช่นเดียวกันคือ ตำรวจไม่สามารถจับตัวคนร้ายหรือหาแนวทางร่วมกับประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมได้อยู่ดี ประชาชนก็ยังคงต้องหาทางป้องกันอาชญากรรม หาหนทางในการดูแลรักษาชีวิตและทรัพย์สินของตนเองด้วยตนเองต่อไป

             “มันจับไม่ได้หรอกขโมยน่ะ หมดหวัง ตำรวจน่ะมันจับได้แต่รถแท็กซี่ กับรถมอเตอร์ไซค์” คำพูดของคนขับรถรับจ้างไม่แตกต่างจากข้อความในกระทู้...ภาพลักษณ์ผลงานของตำรวจในสายงานใดๆ มักถูกเหมารวมกับอัตลักษณ์ของตำรวจจราจร ซึ่งมีภาพลักษณ์ติดลบในสายตาของประชาชน

             การทำงานวิจัยเชิงลึกทำให้ดิฉันเข้าใจดีว่า ภาระงานของตำรวจผู้ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่นั้น หนักหนาสาหัส อาจเรียกได้ว่า ลำพังเงินเดือนและค่าตอบแทนต่างๆ ที่ได้รับโดยชอบธรรมจากรัฐนั้นน้อยนิดเมื่อเทียบกับภาระงาน ความเครียด และความกดดันต่างๆ ที่เหล่าบรรดาตำรวจต้องเผชิญอยู่ การก่ออาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ มีความเกี่ยวข้องโยงใยกับการแพร่ระบาดของยาเสพติดที่มากมายในปัจจุบันนั้น เป็นผลลัพธ์ที่แสดงให้เห็นถึงความสุกงอมของปัญหาและความอ่อนแอของระบบโครงสร้างอื่นๆ ของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว สถาบันการศึกษา ระบบการตลาด ความอ่อนแอในการทำหน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ที่มิใช่มีเพียงความล้มเหลวเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่เพียงองค์กรเดียว

             ถึงแม้จะเข้าใจหัวอกตำรวจผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ทั้งหลายว่า มีปัญหาอุปสรรคในการทำงานหนักหนาสาหัสเพียงใด ถึงแม้จะเห็นใจตำรวจผู้ที่ต้องมีความอดทนและอดกลั้นในความพยายามที่จะปฏิบัติงานท่ามกลางวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เอื้อต่อการทำงานในรูปแบบทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วเพียงใด ถึงแม้จะพยายามเอาใจช่วยและเชียร์ตำรวจไทยให้ประชาชนเข้าใจเพียงใดก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถทำความเข้าใจ “นาย” ของตำรวจที่มักทำตัวลอยอยู่เหนือปัญหาและปัดความรับผิดชอบของตนเองเมื่อความผิดถูกเปิดเผยให้ปรากฏต่อสาธารณชนดังเช่นข่าวดังที่ปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวันนี้  หรือว่า...ในโลก(สีเทา)ของตำรวจนั้น เมื่อพลาด...มีเพียง “นาย”เท่านั้นที่รอด!

             นายอย่างนี้...ไม่มีเสียจะยังดีกว่า