
เบื้องหลัง'ปู'มีแก๊งออฟโฟร์
เบื้องหลัง'ปู'มีแก๊งออฟโฟร์ : ขยายปมร้อน โดย ศรุติ ศรุตา
ไม่ว่ายุคใดสมัยใด ทีมงานผู้อยู่เบื้องหลัง สร้างความสำเร็จให้แก่คนคน หนึ่ง จะต้องมีเสมอ จะเรียกว่า ปิดทองหลังพระ หรืออะไรก็ตามแต่... ยุคที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี นี่ก็ไม่เว้นด้วยเช่นกัน
ความสำเร็จของนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกนั้น ชัดเจนว่า มีพี่ชายอย่าง ทักษิณ ชินวัตร เป็นตัวจริงที่ผลักดัน และคิดค้นนโยบาย
ส่วนทีมงานใกล้ชิดและมีบารมี ก็ประกอบไปด้วย คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร, เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และพายัพ ชินวัตร
รวมแล้วพี่น้องและอดีตสะใภ้ตามกฎหมาย ก็ 4 คน พอดิบพอดี
ทั้งสี่คือส่วนยอดสุดของการตัดสินใจขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ นโยบายพรรค และกำลังคนที่จะลงไปยังกระทรวงต่างๆ
นอกจากตั้งรัฐมนตรีที่ผ่านพ้นไปแล้ว มาถึงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี ก็ยังต้อง "ผ่านการพิจารณา"
วิธีการก็คือ ให้ผู้ที่สนใจและคิดว่ามีคุณสมบัติที่ได้จากการทำงานการต่อสู้ให้ไปลงชื่อกรอกประวัติ พร้อมกับแนบท้ายด้วยว่า สังกัด "สายไหน" ก็อาจจะได้รับการพิจารณามากเป็นพิเศษ
รัฐมนตรีสังกัดพรรคเพื่อไทยต่างก็ยอมรับตามกฎกติกานั้น แต่ก็มีรัฐมนตรี 3 คนที่ขอเป็นกรณีพิเศษคือ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ คนสุดท้ายคือ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม ที่ขอใช้คนของตัวเองมาเป็นเลขาฯ
ทุกคนได้สิทธิตามนั้น แต่ก็ไม่ต้องสงสัยว่า หน้าห้องที่เหลือจะมีคนของบ้านจันทร์ส่องหล้ามาร่วมด้วยช่วยกันหรือไม่
การทำงานของ "แก๊งออฟโฟร์" ในยุคก่อนเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ยุคนี้จะเห็นได้ว่า รอบคอบรัดกุมแค่ไหน ที่สำคัญยังมี "4 สหาย" ที่เป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์อีกชุดหนึ่ง
ว่ากันว่า "4 สหาย" ชุดนี้ประกอบไปด้วย ภูมิธรรม เวชยชัย, สุชน ชาลีเครือ, นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล และ วิชิต ปลั่งศรีสกุล
4 สหาย สายยุทธศาสตร์ จะทำหน้าที่จัดวางกลุ่มประชาชนคนไทย มองกันตั้งแต่ในภาพกว้าง ไล่กันลงมาจนถึงระดับหมู่บ้านมวลชน
คร่าวๆ ประชาชนคนไทยนั้นมี 3 กลุ่ม
1.กลุ่มรักพรรคเพื่อไทย และทักษิณ
2.ฝ่ายตรงกันข้าม
3.กลุ่มกลางๆ
แน่นอนว่า เมื่อแบ่งกลุ่มแล้วก็ต้องชัดเจนว่า ใคร อยู่ที่ไหน เหตุใด คำถามเหล่านี้ต้องได้รับคำตอบที่ชัดเจนเพื่อนำไปจัดเตรียมยุทธศาสตร์ส่งผ่านไปยังรัฐบาล เพื่อให้ออกมาตรการหรือออกนโยบายเพื่อรองรับ นำเสนอให้แก่กลุ่มคนเหล่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ ปัจจัย หรือทุนในการสนับสนุน โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นกลางๆ เรียกร้องเอาประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มเกษตรกร ที่ดิน ที่มักจะรวมตัวกันเรียกร้อง ก็ต้องส่งเรื่องเหล่านั้นไปให้รัฐบาลเข้าไปดำเนินการ
สำหรับกลุ่มที่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามก็ใช่ว่าจะละเลยไม่สนใจ แต่เป็นตรงกันข้าม ต้องจับตากลุ่มนี้เป็นพิเศษ ว่าจะมาสกัดกั้น หรือทำลายกันทางการเมืองด้วยหรือไม่
ล่าสุดนั้น ทักษิณ ได้ไฟเขียวให้รัฐบาลเดินหน้าทำตามนโยบายที่ได้ประกาศเอาไว้ เพื่อรักษาฐานมวลชน ส่วนปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา ก็ให้ไปแก้เอาในวันข้างหน้า
เพราะประเมินแล้วว่า หลังจากที่ ยิ่งลักษณ์ ประกาศ "กระชากค่าครองชีพ" ด้วยการยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี
ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่ทำตามสิ่งที่ได้เคยพูดเอาไว้ในการหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงขั้นต่ำ ที่ตอนหลังเปลี่ยนเป็น "รายได้" 300 บาทต่อวัน หรือ จบปริญญาตรีได้เดือนละ 15,000 บาท
ทุกอย่างที่ทำเพื่อที่จะบอกกับประชาชนว่า ทำได้จริง แล้วก็เพื่อถีบตัวให้ไกลจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคคู่แข่งตลอดกาลไปอีกหลายปีแสง
เพราะแผนจากนี้ไปก็คือ เมื่อสิ่งที่ได้พูดไว้เริ่มออกดอกออกผล ก็น่าจะเป็นช่วงนับจากนี้ไปราว 2 ปี ซึ่งอาจจะมีการปรับ ครม.ไปบ้าง แต่จุดใหญ่ใจความก็คือ จังหวะนั้นจะเป็นจังหวะที่ดีที่สุดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่จะตัดสินใจใช้คะแนนนิยมที่พุ่งถึงขีดสุด ประกาศยุบสภา เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยได้กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ได้เสียงเด็ดขาดเป็นรัฐบาลพรรคเดียวอีกครั้ง
เพราะในช่วงนั้นต่อให้ประชาธิปัตย์ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องเกมในสภา แต่ก็คงจะก้าวตามพรรคเพื่อไทยไม่ทันเป็นแน่ ถึงแม้ว่าสิ่งที่พรรคเพื่อไทยทำอยู่นั้น จะมีคนในพรรคประชาธิปัตย์มองเห็น ไม่ว่าจะเป็น ชวน หลีกภัย, บัญญัติ บรรทัดฐาน แต่เหมือนรู้แล้วเอาไปใช้ประโยชน์ไม่ได้
วิธีการตอบโต้ หรือชิงมวลชนของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่จะไปสร้างโรงเรียนการเมืองเพื่อสอนกฎหมาย นั้นก็ไม่แน่ว่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเรื่องกฎหมายไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนในพรรคนี้
ยุทธศาสตร์ที่พรรคประชาธิปัตย์ควรจะทำก็คือ "ปรับทุกข์ ผูกพัน ปักหลัก ฝังแกน แล้วขยายผล"
ที่สำคัญต้องอธิบายให้ได้ว่า "การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" นั้นหมายความว่าอย่างไร เพราะแค่ไปบอกว่า ให้เทิดทูน จงรักภักดี ชาวบ้านเขายังไม่ลึกถึงแก่น
ถึงตรงนี้แล้ว มองยุทธศาสตร์ของ 2 พรรคแล้ว ต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยจริงๆ



