คอลัมนิสต์

สื่อยุคยิ่งลักษณ์

สื่อยุคยิ่งลักษณ์

29 ส.ค. 2554

สื่อยุคยิ่งลักษณ์ :บทบรรณาธิการ

           หลายคนอาจไม่รู้ว่า ในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น มีการแทรกแซงสื่อ ด้วยวิธีการจัดการบริหารผ่านงบโฆษณาก้อนใหญ่ในธุรกิจโทรคมนาคม สื่อฉบับใดเสนอข่าวที่สร้างความไม่พึงพอใจให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็จะถูกตัดงบประมาณโฆษณาที่ส่วนใหญ่สัญญากันเป็นรายปี หรืออีกวิธีหนึ่ง คือ การขอร้องแกมบังคับนายทุนหนังสือพิมพ์ ให้คอลัมนิสต์บางคนที่เสนอเรื่องเป็นปฏิปักษ์กับเขา หยุดเขียนหรือต้องออกไปจากหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น เช่นเดียวกับที่นายสมัคร สุนทรเวช ครั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ใช้อำนาจตาม ป.ร.42 ปิดหนังสือพิมพ์ หรือขอให้คอลัมนิสต์ที่เขาไม่ชอบหน้าหยุดเขียนวิพากษ์วิจารณ์ มาถึงยุคทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำ จะมีนัยสำคัญแตกต่างกันหรือไม่

            ประการสำคัญ รัฐบาลนี้ไม่มีนโยบาย และให้ความสำคัญกับงานสื่อมวลชนมากนัก การมอบหมายงานสื่อมวลชนให้แก่ น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ ซึ่งไม่มีความรู้ความเข้าใจในด้านสื่อมวลชน อีกทั้งแต่งตั้งนายวิม รุ่งวัฒนจินดา อดีตนักข่าว และเป็นต้นเรื่องของเมลฉาว ซึ่งเป็นที่มาของบทสรุปคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งอีเมลของนักการเมือง ระบุการให้เงินและผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ อันเป็นชนวนความขัดแย้ง และหวาดระแวงกันเองในวงการสื่อ ก็ควรสงสัยอย่างยิ่งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้สำเหนียกหรือไม่ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ที่นายวิม รุ่งวัฒนจินดา ตำแหน่งล่าสุดเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องกับสื่อไม่ว่าในกรณีใด

            ไม่เพียงเท่านั้น ปรากฏการณ์การคุกคาม ข่มขู่ นักข่าวสาวแห่งสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ก็เป็นประเด็นที่ชวนตั้งคำถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ปากว่าตาขยิบหรือไม่ ต้องการสร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นกับวงการสื่อมวลชนหรือไม่ โดยเฉพาะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังมติคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องที่ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เลยเถิดไปถึงความเชื่อถือและยอมรับในบทบาทตรวจสอบดูแลกันเองของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ทั้งที่องค์กรนี้เกิดขึ้นด้วยฉันทานุมัติ และความเห็นพ้องต้องกันของบรรดาสื่อมวลชนทั้งหลายเมื่อ 14 ปีก่อน แทนที่การเสนอกฎหมายจัดตั้งสภาการหนังสือพิมพ์ฯ โดยรัฐที่มีตัวแทนภาครัฐ 3 คน ได้แก่ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อธิบดีกรมตำรวจ และเลขาธิการสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ เข้าไปมีส่วนร่วมในการดูแลจริยธรรมสื่อ

            สื่อยุคยิ่งลักษณ์ ซึ่งเริ่มต้นด้วยผลงานการสร้างความหวาดระแวงในสถาบันสื่อด้วยกันเอง ทั้งยังสนับสนุนให้อดีตนักข่าวที่มีปัญหาเข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่อาจให้คุณให้โทษแก่สื่อได้ โดยผ่านนักการเมืองที่ไม่มีความรู้เรื่องสื่อนับว่าอันตรายอย่างยิ่ง ถึงแม้ นายวิม รุ่งวัฒนจินดา จะทำประหนึ่งว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ทั้งที่ได้สาดโคลนเข้าไปให้เลอะเทอะทั้งวงการ หากแต่การใช้กฎหมายหมิ่นประมาท ฟ้องคดีนายวิมและผู้ที่เกี่ยวข้องไม่นานจากนี้ จะได้พิสูจน์ความจริงให้จะแจ้งว่า ใครยืนอยู่ในที่สว่าง ใครอยู่ในที่มืด ใครฉ้อฉล ใครสุจริต