คอลัมนิสต์

หนทางสู่ดุลยภาพของสินค้าเกษตรและราคา

หนทางสู่ดุลยภาพของสินค้าเกษตรและราคา

25 ส.ค. 2554

หนทางสู่ดุลยภาพของสินค้าเกษตรและราคา... : กระดานความคิด โดย อาจหาญ วิจารณ์ทัศน์

           เมื่ออุปทานและอุปสงค์มีการปรับตัวมาบรรจบกัน จะเกิดจุดสมดุลขึ้นจุดหนึ่ง ซึ่งทางวิชาการเรียกมันว่า “จุดดุลยภาพ” และเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของจุดดุลยภาพ ก็จะเรียกมันว่า “กลไกตลาด” โดยราคา และปริมาณการผลิตเป็นตัวขับเคลื่อนกลไกนี้ และมีคน 2 ฝ่ายได้แก่ ผู้บริโภคและผู้ผลิตจะทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมตลาดกันคนละด้าน ซึ่งพอจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ได้ดังนี้

            ผู้บริโภค : เป็นผู้ควบคุมราคา ถ้าราคาสินค้าแพงเกินไปจะซื้อน้อยลง แต่ถ้าราคาสินค้าถูกผู้บริโภคจะซื้อมากขึ้น

            ผู้ผลิต : เป็นผู้ควบคุมปริมาณ ถ้าราคาถูกเกินไป ก็จะผลิตน้อยลงหรือเลิกผลิต แต่ถ้าราคาแพงผู้ผลิตก็จะผลิตกันเยอะขึ้น

            บ่อยครั้งที่เราเห็นราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เพราะผลผลิตล้นตลาด ไม่มีคนซื้อ ผู้ผลิตก็ต้องลดราคาหรือเอามาเททิ้งประชดประชันรัฐบาลกันไป และก็บ่อยครั้งอีกเช่นกัน ที่พอสินค้าเกษตรราคาดี เกษตรกรบ้านเราหรือผู้ผลิต ก็พากันเฮโลไปเพาะปลูก ไปเลี้ยงสัตว์ โดยลืมคิดไปว่า กว่าจะเลี้ยงให้โตจนขายได้ ผลผลิตจะออกมาพร้อมกันพอดี เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกลไกตลาดที่ทำงานด้วยตัวของมันเอง

            ผู้บริโภคอาจจะได้เปรียบที่สามารถไปหาของที่ถูกกว่าบริโภคแทนชั่วคราวได้ แต่ผู้ผลิตลำบากตรงที่ลงทุนลงแรงมาแล้วถ้าขายของไม่ได้ หรือขายได้ในราคาต่ำกว่าทุนก็ต้องเจ๊ง

            เกษตรกรต้องการคำแนะนำและการวางแผนการผลิตที่สอดรับกับอัตราการบริโภคต้องการความช่วยเหลือในเรื่องของเทคโนโลยีและสาธารณูปโภค เช่น แหล่งน้ำ ชลประทาน หรือถนนหนทางในการเข้าถึงไร่นา เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการผลิตสินค้าเกษตร

            การแทรกแซงกลไกตลาดของรัฐ  อาจทำได้บ้างแต่ต้องทำในระดับที่พอเหมาะ เพื่อป้องกันการบิดเบือนกลไก ยกตัวอย่าง ราคาหมูในขณะนี้ ที่ภาครัฐเข้ามาตั้งควบคุมราคาทั้งระบบ โดยวางราคาควบคุมหมูมีชีวิตไว้ที่ กก.ละ  81-87 บาท ขายส่งหมูชำแหละ กก.ละ 93-99 บาท ขายส่งชิ้นส่วนหมูเนื้อแดง (ไหล่ สะโพก) กก.ละ 137-147 บาท และขายปลีกหมูเนื้อแดง (ไหล่ สะโพก) กก.ละ 152-162 บาท โดยระบุกรอบเวลาไม่เกิน 6 เดือนนั้น หากเป็นสิ่งที่เกษตรกรรับได้ เขียงหมูขายของได้ ก็นับว่าอยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้และไม่น่ากระทบต่อการบิดเบือนกลไกตลาด แต่ประเด็นของการห้ามส่งออกหมูนั้น รัฐบาลควรพิจารณาให้ถี่ถ้วน โดยเน้นจัดการกับผู้ลักลอบส่งออกจะดีกว่าการห้ามส่งออกทั้งหมด ซึ่งอาจกระทบตลาดในระยะยาว

            ไข่ไก่เป็นตัวอย่างที่ดีอีกตัวอย่างหนึ่ง เพราะที่ผ่านมาเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ต้องประสบภาวะขาดทุนติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากต้องเจอภาวะราคาตกต่ำมาตลอด โดยปกติใน 1 ปีจะมีช่วงราคาไข่ตกต่ำอยู่ถึง 8 เดือน เกิดขาดทุนสะสมในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยง แต่พอระดับราคาไข่ไก่เริ่มขยับตัวขึ้นบ้าง ภาครัฐกลับออกมาควบคุมราคาทันที ซึ่งถือเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรที่กำลังจะลืมตาอ้าปากหลังต้องขาดทุนจากช่วงราคาไข่ตกต่ำ

            นอกจากนี้รัฐบาลที่ผ่านๆ มา ยังแก้ไขปัญหาโดยไม่คำนึงถึงผลระยะยาว อย่างรัฐบาลที่ผ่านมาก็เปิดนำเข้าเสรีแม่พันธุ์ไก่ไข่ ซึ่งอาจทำให้ราคาไข่ไก่ตกต่ำได้ในอนาคต  แต่กรณีไข่ไก่นี้ อาจต้องมองเลยไปถึงการเมืองด้วย เนื่องจากใครต่อใคร มักเปรียบเทียบไข่ไก่เป็นไข่นายกฯ

            กลไกตลาดจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะก่อให้เกิดดุลยภาพของปริมาณสินค้าและราคา ทั้งนี้ ภาครัฐไม่ควรเลือกข้างที่จะดูแลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรที่จะดูแลทั้งสองฝ่ายให้ก้าวไปสู่จุดดุลยภาพให้ได้ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ที่สมดุลกันถ้วนหน้า