คอลัมนิสต์

สองมาตรฐาน?

สองมาตรฐาน?

25 ส.ค. 2554

สองมาตรฐาน? : บทบรรณาธิการ

             ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร จำเลยที่ 2 นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการคุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 3  ซึ่งเป็นจำเลยในคดีจงใจเลี่ยงภาษีบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน) มูลค่า 546 ล้านบาท ในขณะที่นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ จำเลยที่ 1 ศาลลดโทษจำคุกจาก 3 ปี เหลือ 1 ปี โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี วันเดียวกันศาลอาญาแผนกคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งรับฟ้องในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ฟ้องนายโภคิน พลกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและพวก ในคดีฮั้วประมูลจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นจำเลยร่วมด้วย พรรคเพื่อไทยจะอธิบายว่าเป็นการตัดสินสองมาตรฐานหรือไม่ ไม่อาจยืนยันได้

              ในคดีคุณหญิงพจมาน ศาลวินิจฉัยในประเด็นข้อสงสัยในส่วนคุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 2 กับนางกาญจนาภา จำเลยที่ 3  ผิดฐานหลีกเลี่ยงภาษีหุ้น และยกประโยชน์แห่งความสงสัยในข้อนี้ แก้โทษให้ยกฟ้อง คำว่าประโยชน์แห่งความสงสัย มิได้แปลว่าจำเลยปราศจากความผิด แต่ในหลักการลงโทษคดีอาญาแม้เพียงมีข้อสงสัยเล็กน้อย ศาลก็จะไม่ลงโทษ ส่วนจำเลยที่ 1 นายบรรณพจน์ เดิมศาลชั้นต้นให้จำคุก 3 ปี ในส่วนนี้ ศาลเห็นข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นพี่ชายบุญธรรมของ จำเลยที่ 2 จริง ซึ่งมีการแต่งงานและได้ร่วมสร้างฐานะโดยมีจำเลยที่ 2 รับรู้จริง จึงมีเหตุฟังได้ว่า การให้จำเลยที่ 2 ให้การในคดีดังกล่าว ไม่เป็นการให้การเท็จ พิพากษาแก้จากศาลชั้นต้น ให้จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี เพิ่มโทษปรับ 1 แสนบาท แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน อีกทั้งเคยฝากเงินสนับสนุนมูลนิธิไทยคมจำนวนมากมาโดยตลอด จึงเป็นเหตุให้บรรเทาโทษ โทษจำคุกให้รอลงอาญา

              คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2551 โดยในส่วนท้ายคำพิพากษา ระบุความผิดชัดเจนว่า “จำเลยทั้งสามเป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะกระทำผิดฐานให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากร จำเลยที่ 2 เป็นภริยาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับผู้บริหารประเทศ จำเลยทั้งสามจึงนอกจากมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนเยี่ยงพลเมืองดีทั่วๆ ไปแล้ว ยังควรดำรงตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีสมฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย แต่จำเลยทั้งสามกลับร่วมกันกระทำการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและระบบภาษี ทั้งๆ ที่จำนวนภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระตามกฎหมาย และจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ชำระแทนในที่สุดนั้น เทียบไม่ได้กับจำนวนทรัพย์สินที่จำเลยที่  2 และครอบครัวมีอยู่ในขณะนั้น การที่จำเลยที่ 1 จะชำระภาษีอากรไปตามกฎหมายเช่นพลเมืองดีทุกคน จึงมิได้มีผลกระทำต่อฐานะของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามจึงร้ายแรง”

              ด้วยความเคารพในคำพิพากษาของศาลทั้งสอง และด้วยบรรยากาศการประชุมเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลตลอดระยะเวลา 2 วันที่ผ่านมา มีการพูดพาดพิงถึงสถาบันศาล และทำให้เข้าใจไปว่าศาลตัดสินสองมาตรฐาน ซึ่งความเป็นจริงศาลจะตัดสินอย่างไร กำหนดโทษสถานใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ปรากฏระหว่างการพิจารณา ไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอกอย่างใดทั้งสิ้น ถ้าพรรคเพื่อไทยเชื่อว่าศาลมีสองมาตรฐาน โดยเฉพาะมาตรฐานที่ใช้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเครือญาติ บริวารจริง คำตัดสินของทั้งสองศาลวันนี้จะใช้คำอธิบายอย่างไร