
แถลงนโยบายบทพิสูจน์ภาวะผู้นำ'ปู'
แถลงนโยบายบทพิสูจน์ภาวะผู้นำ : ขยายปมร้อน โดย พิมพ์นรา ประดับวิทย์ สมถวิล เทพสวัสดิ์
การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภาระหว่างวันที่ 23-24 สิงหาคมนี้ จะมีความเข้มข้นมากกว่าทุกครั้งเมื่อเทียบกับรัฐบาลตั้งแต่ชุดของ "สมัคร สุนทรเวช" มาจนกถึง "รัฐบาลปู" ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
เนื่องจากการอภิปรายในครั้งนี้จะเต็มรูปแบบกว่าทุกครั้งไม่มีกลุ่มเคลื่อนไหวที่ส่งผลให้การ "แถลงนโยบาย" ต้องหยุดกลางคันหรือแถลงแบบเร่งรีบ เพื่อหนีม็อบ
การแถลงนโยบายครั้งนี้มีการแบ่งเวลากันชัดเจน โดยแบ่งเป็นรัฐบาลและฝ่ายค้าน ฝ่ายละ 11 ชั่วโมง ส่วนวุฒิสภา 6 ชั่วโมง
ในวันที่ 22 สิงหาคม พรรคเพื่อไทยมีการประชุมเพื่อแบ่งหน้าที่ โดยจะมีชุดทำงานอยู่ 2 ชุด ชุดแรกจะทำหน้าที่อภิปรายเสริมจำนวน 20 คน โดยจะเป็น ส.ส.ที่ร่วมทำหน้าที่ในการร่างนโยบาย ซึ่งจะมีพรรคร่วมรัฐบาลรวมอยู่ด้วย ส่วนชุดที่สองมี 30 คน จะทำหน้าที่ป้องกันการตีรวนของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะเอาเรื่องส่วนตัวมาโจมตีที่ไม่เกี่ยวกับนโยบาย
การอภิปรายครั้งนี้ไม้เด็ดพรรคเพื่อไทยนอกจากเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายแล้ว หากฝ่ายค้านนำเรื่องส่วนตัวมาอภิปายก็จะมีอีกทีมงัดเรื่องร้องเรียนสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลที่พรรคเพื่อไทยได้รวบรวมไว้ 172 เรื่อง หยิบยกขึ้นมาแก้ลำ
เชื่อว่าการแถลงนโยบายในครั้งนี้สิ่งที่ทุกคนอยากเห็น คือการแสดงบทบาทการนำของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ในฐานะนายกรัฐมนตรี เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มเข้ามาอยู่ในการเมือง "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" มีเงาของพี่ชาย "ทักษิณ ชินวัตร" ทับซ้อนอยู่ตลอดเวลา
คำพูดของ "ยิ่งลักษณ์" มักสวนทางกับบริบทของพี่ชายจนทำให้ความน่าเชื่อถือของความเป็น "ผู้นำ" ที่แท้จริงของ "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" ถูกเงาของพี่บดบัง
ดังนั้นการแถลงนโยบายรัฐบาลครั้งนี้ "ยิ่งลักษณ์" ต้องแสดงความเป็น "ผู้นำ" ให้สังคมได้เห็นและเกิดความเชื่อมั่น
จะทำเพียงแค่ "อ่านเอกสาร" แถลงนโบายต่อที่ประชุมรัฐสภาเพียงอย่างเดียว โดยการตอบคำถามให้เป็นความรับผิดชอบของ "รองนายกรัฐมนตรี" และ "รัฐมนตรี" ที่เกี่ยวข้องเพียงอย่างเดียวไม่ได้
เมื่ออาสามาทำหน้าที่ "นายกรัฐมนตรี" ต้องมีความพร้อมรอบด้าน!
เพราะนโยบายและแผนงานต่างๆ ต้องเขียนขึ้นด้วยความรู้ ความเข้าใจ และสามารถอธิบายและตอบคำถามได้ ไม่ใช่เพียงแค่พูดตามเอกสารเท่านั้น
เพราะขณะนี้ "ฝ่ายค้าน" โดยเฉพาะ "พรรคประชาธิปัตย์" ได้เล็งเป้าของการแถลงนโยบายครั้งนี้ไว้แล้ว
โดยเป้าใหญ่มุ่งไปที่ "กระทรวงการต่างประเทศ" ของ "สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล" มุ่งเน้นไปที่ประเด็นข้อกฎหมายและประเด็นการเมือง โดยเฉพาะการทำหน้าที่ในตำแหน่ง "รมว.ต่างประเทศ" ของ "สุรพงษ์" ถูกโจมตีว่าเอื้อประโยชน์ต่อ "ทักษิณ"
ซึ่งการอภิปรายในครั้งนี้ "พรรคประชาธิปัตย์" ได้รับการจัดสรรเวลา 8 ชั่วโมง 50 นาที มีการคัดสรรผู้อภิปรายไว้ประมาณ 40 คน จากผู้ที่มาลงชื่อแสดงความจำนงประสงค์จะขออภิปรายในครั้งนี้มี 60 คน โดยวันที่ 22 สิงหาคมนี้ จะมีการประชุมวิปฝ่ายค้านเพื่อกำหนดกรอบเนื้อหาการอภิปราย เพื่อไม่ให้เนื้อหาซ้ำซ้อนกัน
และตลอดวันหยุดที่ผ่านมาแกนนำระดับอาวุโสของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางเข้าที่ทำการพรรค และเชิญ ส.ส.ที่เสนอชื่ออภิปรายมาซักซ้อมข้อมูลก่อนถึงวันแถลงนโยบาย
เบื้องต้น "พรรคประชาธิปัตย์" ได้แบ่งกลุ่มอภิปรายไว้ 3 กลุ่มใหญ่ คือ 1.นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและความมั่นคง ซึ่งมี "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ส.ส.สุราษฎร์ธานี และอดีตรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง จะดูแลเป็นที่ปรึกษา 2.นโยบายด้านเศรษฐกิจ และ 3.นโยบายด้านสังคมในภาพรวม
"พรรคประชาธิปัตย์" ถือเป็นพรรคที่มีความ "เก๋าเกม" ในสภาเมื่อบวกกับพรรคภูมิใจไทย และรักประเทศไทยของ "ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์" เชื่อว่าการอภิปรายในครั้งนี้จะมีความเข้มข้น และสนุกสนานบรรยากาศจะมีสีสันทำให้การอภิปรายไม่น่าเบื่อ
แต่สำหรับรัฐบาลภายใต้การนำของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ต้องถือว่าหนักและเหนื่อย!
เพราะเพียงแค่ฝ่ายค้านนำโดย "พรรคประชาธิปัตย์, ภูมิใจไทย, รักประเทศไทย, มาตุภูมิ และรักสันติ" น่าจะสร้างความลำบากใจให้แก่รัฐบาลไม่น้อย
ยังไม่รวมไปถึง "วุฒิสภา" ที่มีสมาชิกแสดงความจำนงขออภิปรายถึง 42 คน ขณะที่ "วุฒิสภา" ได้รับการจัดสรรเวลา 6 ชั่วโมง เบื้องต้นได้มีการจัดสรรให้ "คณะกรรมาธิการ" ที่มีอยู่ 22 คณะ ส่งตัวแทนไปอภิปราย ส่วนใหญ่เป็น "ประธานคณะกรรมาธิการ"
ตัวแทนคณะกรรมาธิการจะได้อภิปรายคณะละ 10 นาที รวมเป็นเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 40 นาที ส่วนที่เหลืออีกกว่า 2 ชั่วโมง จะให้สมาชิกที่ยื่นความจำนงอีกประมาณ 20 คน ได้อภิปรายคนละประมาณ 7 นาที เนื้อหาจะพุ่งเป้าไปที่นโยบาย "พรรคเพื่อไทย" เคยหาเสียงไว้
ที่สำคัญการแถลงนโยบายของรัฐบาลครั้งนี้เป็นเหมือนเวทีที่เปิดให้ "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" ได้ใช้โอกาสแสดงบทบาทความเป็นผู้นำตัวจริง!



