
จับตา'มอดไม้'ผสมโรง'ป่วนใต้'
ตะลุยกองทัพ : มทภ.4 เร่งสนองพระราชเสาวณีย์ จับตา "มอดไม้" ผสมโรง "ป่วนใต้"
พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงห่วงสถานการณ์บุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ในประเทศไทย และทรงขอความร่วมมือจากรัฐบาล และคนไทยทั้งชาติ ร่วมกันดูแล สะท้อนให้ถึงสภาพปัญหาการบุกรุกทำลายป่าในระดับที่รุนแรงมาก
ส่วนพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้จะยังคุกรุ่นด้วย "ปัญหาความไม่สงบ" มีเหตุลอบยิง และวางระเบิดรายวัน แต่ระดับความรุนแรงของการลักลอบบุกรุก และตัดไม้ทำลายป่า ณ ดินแดนปลายด้ามขวานแห่งนี้ก็มีความน่าเป็นห่วงไม่แพ้ป่าในภูมิภาคอื่นเช่นกัน
สำหรับผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติสูงในพื้นที่ดังกล่าว เช่น อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี, อุทยานแห่งชาติทรายขาว รวมถึงเขตป่าสงวนเหนือเขื่อนบางลาง จ.ยะลา ทั้งหมดล้วนต้นน้ำสายสำคัญที่หล่อเลี้ยงประชาชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาช้านาน
แต่ในปัจจุบันมีการเข้าไปบุกรุกป่าในผืนป่าเหล่านี้อย่างกว้างขวาง เนื่องจากชาวบ้านที่เคยเข้าไปหาของป่า รวมทั้งเจ้าหน้าที่บางส่วน "ไม่กล้า" ที่จะเข้าไปดังกล่าว หลังจากมีการปล่อยข่าวว่า เป็น "พื้นที่พักพิง" และ "พื้นที่เคลื่อนไหว" ของกลุ่มก่อความไม่สงบ
นอกจากนี้ ทางการข่าวของเจ้าหน้าที่ยังพบว่า ขบวนการ "มอดไม้" ยังถือเป็น "ท่อน้ำเลี้ยง" ของกลุ่มก่อความไม่สงบ เช่นเดียวกับกลุ่มธุรกิจค้าของเถื่อน และค้ายาเสพติดอีกด้วย !!
พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า สถานการณ์การบุกรุกพื้นที่ป่าในพื้นที่ดังกล่าวมีความแตกต่างจากการรุกป่าในพื้นที่ภูมิภาคอื่น เนื่องจากเป้าประสงค์ของการบุกรุกป่าส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะบุกรุกเพื่อทำกิน โดยการเข้าไปปลูกยางพารา และปาล์มน้ำมันเป็นส่วนใหญ่ และจากสถานการณ์ความไม่สงบก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้รอดจากการบุกรุกป่าเพื่อการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ได้ทำโครงการเกี่ยวกับการป้องกันปราบปรามการบุกรุกป่า ทั้งการทำฝาย และการปลูกป่าอย่างต่อเนื่อง ส่วนการปรามปรามผู้กระทำผิดก็ดำเนินการมาโดยตลอด แต่เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่มีปัญหา ทำให้ชาวบ้านรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงเกิดการบุกรุกพื้นที่ป่าขึ้น เจ้าหน้าที่จึงได้เร่งทำความเข้าใจที่ถูกต้อง พร้อมทั้งจัดหาอาชีพที่เหมาะสมใน "โครงการพระราชดำริ" ให้กับชาวบ้านที่ต้องการมีอาชีพที่มั่นคง และยั่งยืน
พล.ต.อัคร ทิพโรจน์ รองผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ระบุว่า พฤติกรรมความพยายามบุกรุกป่าในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับกลุ่มขบวนการมีความเป็นไปได้ เนื่องจากผู้ก่อเหตุไม่สงบมักจะอาศัยสิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้มาเป็นแหล่งทุน แต่รูปแบบการเอื้อประโยชน์ดังกล่าวจะมีน้ำหนักน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการเชื่อมท่อน้ำเลี้ยงกับกลุ่มผู้ค้าน้ำมันเถื่อนและยาเสพติด เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถเข้าร่วมได้ง่ายและไม่เป็นภัยกับขบวนการมากนัก เพราะสามารถ "ตัดตอน" ก่อนที่ภัยมาถึงตัว
ส่วนการบุกรุกป่าโดยการตัดต้นไม้ในป่าลึกนั้นเท่ากับไป "ทำลายแหล่งพักพิง" ที่เป็นแหล่งกบดานของกลุ่มแนวร่วมที่ต้องอาศัยผืนป่ารกทึบเป็นพื้นที่ซุกซ่อนตัว
"กลุ่มแนวร่วมในพื้นที่เวลาก่อเหตุแล้วมักจะหนีไปกบดานบนเทือกเขา ดังนั้น ผืนป่าที่สมบูรณ์จะเป็นแหล่งพักพิงและซุกซ่อนตัวอย่างดี ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นมากพอที่จะะต้องตัดไม้ที่เป็นบ้านของตัวเอง เพราะจะทำให้เดือดร้อน ซึ่งแตกต่างจากการเข้าร่วมกลุ่มธุรกิจค้าน้ำมันเถื่อน และยาเสพติดที่ได้เงินง่ายและสาวไม่ถึงตัว" พล.ต.อัคร ให้ความเห็นแย้ง
พล.ต.อัคร ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การบุกรุกทำลายป่าในปัจจุบันว่า ล่าสุดมีการบุกรุกพื้นที่ป่า "อุทยานแห่งชาติทรายขาว" ซึ่งเป็นป่าดงดิบบนเทือกเขาสันกาลาคีรี ต.ทุ่งพลา อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี
ป่าดังกล่าวถือเป็นแหล่ง "ต้นน้ำ" ที่หล่อเลี้ยงประชาชนในพื้นที่ จ.ปัตตานี ยะลา และ สงขลา โดยมีกลุ่มนายทุนร่วมกับชาวบ้านใช้วิธีการโค่นล้มต้นไม้ขนาดเล็ก และปานกลางเป็นหย่อมๆ แต่ยังคงต้นที่มีขนาดใหญ่ไว้เพื่อช่วยในการปิดบังการตรวจสอบทางอากาศ
นอกจากนี้ ยังมีการปลูก "ยางพารา" ไว้อีกด้วย ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายกำลังดำเนินกราปราบปรามอย่างเต็มที่
ว่าที่ ร.ต.เลิศเกียรติ วงศ์โพธิพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ให้ข้อมูลว่า ลักษณะการบุกรุกป่าเทือกเขาสันกาลาคีรีเป็นไปในลักษณะที่นายทุนร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกันบุกรุกเพื่อแลกประโยชน์กัน
โดย "นายทุน" จะเป็นผู้ตัดไม้นำไป "แปรรูป" ขณะที่ "ชาวบ้าน" จะได้พื้นที่ทำกินเพื่อ "ปลูกยาง" เนื่องจากลำพังชาวบ้านเองจะไม่กล้าเข้าไปโค่นต้นไม้ใหญ่ แต่ด้วยความอยากเป็นเจ้าของพื้นที่ปลูกยางเพื่อทำกินจึงยอมทำตามการเสนอผลประโยชน์ของนายทุน
"พื้นที่แห่งนี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการสนับสนุน หรือแหล่งทุนให้กับกลุ่มแนวร่วม เนื่องจากพื้นที่ ต.ทรายขาว อ.โคกโพธิ์ เป็นชุมชนเข้มแข็งที่ชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกันต่อต้านกลุ่มก่อความไม่สงบ" ว่าที่ ร.ต.เลิศเกียรติ กล่าว
นอกจากนี้ ในระดับพื้นที่ได้มีการติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่องจึงไม่น่าจะเป็นไปได้ อีกทั้งการเข้าไปตรวจสอบล่าสุดร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาวก็ไม่พบว่ามีการบุกรุกเพิ่ม
ทั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นการบุกรุกเดิมที่มีการจับกุมและดำเนินคดีกับนายทุนและชาวบ้านตั้งแต่ปี 2547-2551 ทั้งหมด 8 คดี และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดปัตตานี
รองผู้ว่าฯปัตตานี เผยถึงสถานการณ์การรุกป่าล่าสุดว่า "กลุ่มมอดไม้ใช้ขวานจามเพื่อบากเอาเปลือกไม้รอบๆ ต้นไม้ออก เพื่อรอให้ต้นไม้ยืนตายหลายสิบต้น โดยเฉพาะต้นไม้ขนาดใหญ่ เช่น ไม้คะเคียนขนาด 5 คนโอบและไม้ใหญ่อีกจำนวนหนึ่งจากนั้นจะเริ่มปลูกยางพาราร่วมในพื้นที่ รอต้นไม้ตาย ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ต้นยางพาราโตทำให้พื้นที่ยังคงมีสีเขียวทดแทนและที่สำคัญสามารถตบตาการตรวจสอบทางอากาศได้เป็นอย่างดี"
นั่นคือสถานการณ์การรุกป่าที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแม้จะยังไม่ชัดเจนว่า จะเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อความไม่สงบแต่ก็เป็นสถานการณ์ที่ "น่าเป็นห่วง" ว่า จะนำไปสู่ภัยธรรมชาติที่รุนแรง ทั้งภัยแล้ง และภัยน้ำท่วม-ดินถล่ม ในอนาคตอันใกล้นี้
.....................
(สุพิชฌาย์ รัตนะ รายงาน)



