
ศึกษาจากบทเรียน 66/23
ครั้งที่ "ป๋าเปรม" และคณะนายทหารร่วมอุดมการณ์เสนอความคิด การเมืองนำการทหารเพื่อเป็นแนวทางใหม่สำหรับการแก้ปัญหาสงครามกลางเมืองระหว่างคนไทยด้วยกันเองที่ยืดเยื้อยาวนานมาตั้งแต่ วันเสียงปืนแตก 7 สิงหาคม 2508 นั้น ในชั้นต้นได้นำมาซึ่งข้อสงสัยมากมายที่มีพื
แล้วเราจะเดินอยู่บนเส้นทางเดิมๆ แห่งการฆ่าฟันต่อไปอย่างนี้ ตายกันต่อไป สูญเสียกันต่อไป จนกว่าคนที่มีความคิดไม่ตรงกันล้มหายตายจากไปจนหมดจากแผ่นดินนี้ละหรือ สังคมจึงเริ่มได้คิดและให้ความสนใจกับแนวทางใหม่นี้อย่างจริงจัง จนกระทั่งสามารถกำหนดรูปธรรมของการปฏิบัติได้ว่า แนวทางใหม่นี้ก็คือ การละทิ้งเส้นทางแห่งการหลั่งเลือด แล้วก้าวเดินบนเส้นทางใหม่ เส้นทางที่ไม่หลั่งเลือด เส้นทางแห่งการปรองดอง เส้นทางแห่งการสมานฉันท์
เข้าใจต่อไปว่า จะเดินบนเส้นทางแห่งการสมานฉันท์นี้ได้ ลำดับแรกต้องเปลี่ยนความฝังใจเดิมเสียใหม่ที่ว่า ใครก็ตามที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ไม่ใช่คนไทย หรือถ้าเป็นคนไทยก็มี “หัวใจเป็นทาส” เพราะไปรับใช้คอมมิวนิสต์ต่างชาติเพื่อมายึดครองแผ่นดินไทย ด้วยเหตุนี้จึงต้องฆ่าให้หมด
จากแนวความคิด “การเมืองนำการทหาร” ได้นำไปสู่ความคิดสมานฉันท์ที่เข้าใจเสียใหม่ว่า แท้จริงแล้วคนไทยที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยนั้น ก็คือคนที่ "รักชาติ-รักประชาธิปไตย" เหมือนคนไทยทั่วไปนั่นเอง เพียงแต่พวกเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือทนไม่ได้ที่จะเห็นพี่น้องคนไทยร่วมชาติตกอยู่ในปลักตมแห่งความไม่เป็นธรรม-ไม่เป็นประชาธิปไตย ด้วยเหตุดังนี้ พวกเขาจึงเข้าร่วมขบวนการปฏิวัติกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่ชูธงความเป็นธรรม ความเป็นประชาธิปไตยเป็นแนวทาง ในขณะที่รัฐบาลกลับตราหน้าพวกเขาว่าเป็นพวกต่างชาติ เป็น “พวกหนักแผ่นดิน” ที่สวนทางกับความเป็นจริง แม้จะเป็นเพียง “หน้ากาก” ที่อำพรางแนวทางที่แท้จริงของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็ตาม รัฐบาลจึงตกเป็นฝ่ายโกหกประชาชน และตกเป็นฝ่ายรับทางการเมืองมาโดยตลอด
หลัง “ป๋าเปรม” ประกาศแนวทางการเมืองนำการทหารให้กองทัพยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่นำไปสู่ “ความคิดใหม่” ในหมู่ทหาร ต่อมาเมื่อท่านก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ประกาศคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 ก็นำไปสู่การรุกทางการเมืองครั้งสำคัญอีกก้าวหนึ่ง คราวนี้ขอบข่ายมิได้ครอบคลุมแต่เพียงกองทัพเท่านั้น แต่ขยายวงไปทั่วทั้งประเทศ นอกจากยึดมั่นแนวทางสมานฉันท์แล้ว ยังต้องทำลาย “เงื่อนไขสงคราม” ด้วยการสถาปนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้เป็นจริงทั้งรูปแบบและเนื้อหาอีกด้วย
สังคมไทยขานรับแนวทางใหม่นี้โดยพร้อมเพรียงกัน หนทางแก้ปัญหาที่ยืดเยื้อมายาวนานเริ่มมีลู่ทางแห่งความสำเร็จ
แต่ในพื้นที่ป่าเขาเมื่อปี 2523 นั้น กองทัพทั้งสองฝ่ายก็ยังคงห้ำหั่นกันอย่างถึงเลือดถึงเนื้อ จนเกิดคำถามว่า จะสมานฉันท์กันได้อย่างไร ในเมืองยังรบกันอยู่เช่นนี้ คำตอบที่เขียนไว้ในคำสั่ง 66/23 คือ ต้องหยุดรบกันเสียก่อน แนวทางสมานฉันท์จึงจะเดินได้ จากนั้นกองทัพแห่งชาติที่มีแรงหนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ต้องการความสมานฉันท์จึงเปิดการรุกทางทหารต่อทุกที่หมายของกองทัพปลดแอกทั่วประเทศเพื่อหยุดสงครามให้ได้ จนที่สุดกองทัพปลดแอกฯ ก็ถูกทำลายศักยภาพในการทำสงครามลงอย่างสิ้นเชิง สันติภาพจึงบังเกิดพร้อมกับแนวทางสมานฉันท์ที่นำไปสู่ “การร่วมพัฒนาชาติไทย” ในที่สุด
นำประสบการณ์ครั้งนั้นไปเป็นพื้นฐานในการมองปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช่หรือไม่ว่า ตราบใดที่ยังหยุดการใช้อาวุธของฝ่ายผู้ก่อการร้ายไม่ได้ ตราบนั้นก็อย่าหวังเลยว่าแนวทางสมานฉันท์จะใช้แก้ปัญหาได้
หากตอบว่าใช่ ภารกิจเฉพาะหน้าของรัฐในวันนี้ก็คือ ต้องยุติความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ได้เสียก่อนเป็นลำดับแรก การสมานฉันท์จึงจะเดินหน้าได้ และสันติสุขจึงจะคืนกลับมาซึ่งหากศึกษาความสำเร็จเมื่อครั้งเอาชนะสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งนั้นอย่างจริงจัง เชื่อว่าจะไม่เกินกำลังความสามารถของกองทัพไทยอย่างแน่นอน
พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์



